Handed-down folklore
Legend
ตำนานพระรอด — พระนางจามเทวีกับกรุวัดมหาวัน ลำพูน
Views
3
Sources
5
พระรอดเป็นพระเครื่องที่อายุเก่าแก่ที่สุดในชุดเบญจภาคี ซึ่งประกอบด้วยพระสมเด็จวัดระฆัง พระรอด พระซุ้มกอ พระผงสุพรรณ และพระนางพญา และเป็นองค์เดียวที่ตำนานการสร้างย้อนไปถึงยุคตั้งเมืองหริภุญชัย ตำนานเล่าว่าเมื่อพระนางจามเทวีเสด็จจากละโว้ขึ้นมาครองเมืองลำพูน ได้โปรดให้สร้างวัดสำคัญประจำสี่ทิศของเมือง คือ วัดดอนแก้ว วัดพระคง วัดประตูลี้ และวัดมหาวันวนารามทางทิศตะวันตก เว็บไซต์จังหวัดลำพูนระบุว่าวัดมหาวันเป็นพระอารามหลวงของพระนางจามเทวี มีพระพุทธรูปปางนาคปรกที่อัญเชิญมาจากละโว้ และเจดีย์ของวัดคือกรุที่บรรจุพระรอด ทุกวันนี้วัดตั้งอยู่ริมถนนจามเทวี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน
ผู้สร้างพระรอดตามตำนานคือนารทฤๅษี หรือที่เรียกกันว่าฤๅษีนารทะหรือฤๅษีนารอด ผู้ดูแลวัดมหาวัน ท่านสร้างมหาเจดีย์และพระพิมพ์ขนาดเล็กหลายแบบบรรจุไว้ภายใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรมยกข้อสันนิษฐานว่าชื่อ "รอด" อาจเพี้ยนมาจากนามของฤๅษีรูปนี้ ขณะที่ผู้บูชาจำนวนมากตีความตรงตัวว่าหมายถึงการรอดพ้นจากภัย วงการพระเครื่องจึงตั้งฉายาให้ว่า "เทพแห่งนิรันตราย" และความเชื่อเรื่องแคล้วคลาดก็ติดตัวพระรอดมาจนทุกวันนี้ ทั้งสองคำอธิบายเป็นการตีความ ยังไม่มีเอกสารเก่าชิ้นใดบอกที่มาของชื่อได้แน่ชัด
ลักษณะองค์พระที่คอลัมน์พระเครื่องของไทยรัฐบรรยายไว้ คือพระพิมพ์เนื้อดินเผาขนาดเล็ก ประทับนั่งปางมารวิชัยบนฐานที่มีผ้าปูนั่งรองรับ ด้านหลังองค์พระเป็นลวดลายที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "ใบโพธิ์" แทนซุ้มเรือนแก้ว พระกรรณยาวเกือบจรดบ่า ด้านหลังเรียบและมักเห็นรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์ วงการแบ่งพิมพ์หลักไว้ห้าพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น สีของเนื้อดินต่างกันไปตามการเผา ตั้งแต่โทนเขียว เหลือง แดง ไปจนถึงค่อนไปทางดำ ซึ่งนักสะสมใช้เป็นเกณฑ์จำแนกอีกชั้นหนึ่ง
ประวัติการแตกกรุเป็นส่วนที่มีบันทึกชัดกว่าตำนานการสร้าง ศิลปวัฒนธรรมสรุปจากคำบรรยายของต้อย เมืองนนท์ ว่าพระรอดออกจากกรุหลายระลอก ครั้งแรกราว พ.ศ. 2435 เมื่อมหาเจดีย์ถูกฟ้าผ่าพังลง พระที่กระจายออกมาส่วนหนึ่งถูกบรรจุกลับเข้าเจดีย์ที่บูรณะใหม่ อีกส่วนมีผู้นำไปบูชา เรียกกันว่ากรุเก่า ครั้งที่สองราว พ.ศ. 2451 เจ้าหลวงอินทยงยศ เจ้าเมืองลำพูน ซ่อมฐานเจดีย์ที่ร้าวเพราะรากโพธิ์ และพบพระรอดอีกราวหนึ่งกระซ้าบาตรจึงแจกจ่ายแก่ญาติวงศ์ หลังจากนั้นเกิดธรรมเนียมขุดหาพระรอดรอบวัดในหน้าแล้ง จนพื้นที่วัดเต็มไปด้วยหลุมและทางวัดต้องประกาศห้าม ต่อมาราว พ.ศ. 2498 พบพระราวสองร้อยองค์ระหว่างบูรณะกุฏิเจ้าอาวาส และราว พ.ศ. 2506 พบอีกชุดเมื่อรื้อพื้นพระอุโบสถเพื่อปูใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่พระรอดเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดพระในกรุงเทพฯ อย่างกว้างขวาง
ข้อสังเกตหนึ่งที่เซียนรุ่นเก่ายืนยันตรงกันคือ พระรอดพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียว ไม่เคยพบในกรุอื่น คุณสมบัตินี้ทำให้พระรอดเป็นเหมือนลายเซ็นของเมืองลำพูน และทำให้ประวัติการแตกกรุแต่ละครั้งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาคราบกรุและผิวพระ เพราะพระที่ออกคนละคราวผ่านสภาพแวดล้อมต่างกัน
ส่วนที่ต้องแยกให้ชัดคืออายุขององค์พระ ตัวเลข "พันสามร้อยปี" ที่พบบ่อยนับจากยุคพระนางจามเทวีราว พ.ศ. 1200 เศษตามตำนาน ไม่ใช่จากจารึกหรือการตรวจหาอายุทางวิทยาศาสตร์ เรื่องฤๅษีผู้สร้างก็ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยรองรับ การกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะทำได้เพียงกว้าง ๆ ว่าเป็นพระพิมพ์สกุลช่างหริภุญชัย และผู้ศึกษาแต่ละรายยังตีความยุคสมัยที่แน่นอนแตกต่างกันไป ผู้อ่านจึงควรถือว่าความเกี่ยวพันกับพระนางจามเทวีเป็นตำนานประจำวัด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
แม้เส้นแบ่งระหว่างตำนานกับหลักฐานจะชัดเพียงใด ความผูกพันของคนลำพูนกับพระรอดก็ไม่ได้ลดลง วัดมหาวันยังเป็นจุดหมายของผู้มากราบไหว้ และพระรอดยังถูกเล่าในฐานะสมบัติคู่เมือง เป็นหมุดหมายว่าแผ่นดินหริภุญชัยนับถือพุทธศาสนาต่อเนื่องมายาวนาน ไม่ว่าวิชาการจะกำหนดอายุองค์พระไว้ที่ศตวรรษใดในอนาคตก็ตาม
ผู้สร้างพระรอดตามตำนานคือนารทฤๅษี หรือที่เรียกกันว่าฤๅษีนารทะหรือฤๅษีนารอด ผู้ดูแลวัดมหาวัน ท่านสร้างมหาเจดีย์และพระพิมพ์ขนาดเล็กหลายแบบบรรจุไว้ภายใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรมยกข้อสันนิษฐานว่าชื่อ "รอด" อาจเพี้ยนมาจากนามของฤๅษีรูปนี้ ขณะที่ผู้บูชาจำนวนมากตีความตรงตัวว่าหมายถึงการรอดพ้นจากภัย วงการพระเครื่องจึงตั้งฉายาให้ว่า "เทพแห่งนิรันตราย" และความเชื่อเรื่องแคล้วคลาดก็ติดตัวพระรอดมาจนทุกวันนี้ ทั้งสองคำอธิบายเป็นการตีความ ยังไม่มีเอกสารเก่าชิ้นใดบอกที่มาของชื่อได้แน่ชัด
ลักษณะองค์พระที่คอลัมน์พระเครื่องของไทยรัฐบรรยายไว้ คือพระพิมพ์เนื้อดินเผาขนาดเล็ก ประทับนั่งปางมารวิชัยบนฐานที่มีผ้าปูนั่งรองรับ ด้านหลังองค์พระเป็นลวดลายที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "ใบโพธิ์" แทนซุ้มเรือนแก้ว พระกรรณยาวเกือบจรดบ่า ด้านหลังเรียบและมักเห็นรอยนิ้วมือของผู้กดพิมพ์ วงการแบ่งพิมพ์หลักไว้ห้าพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น สีของเนื้อดินต่างกันไปตามการเผา ตั้งแต่โทนเขียว เหลือง แดง ไปจนถึงค่อนไปทางดำ ซึ่งนักสะสมใช้เป็นเกณฑ์จำแนกอีกชั้นหนึ่ง
ประวัติการแตกกรุเป็นส่วนที่มีบันทึกชัดกว่าตำนานการสร้าง ศิลปวัฒนธรรมสรุปจากคำบรรยายของต้อย เมืองนนท์ ว่าพระรอดออกจากกรุหลายระลอก ครั้งแรกราว พ.ศ. 2435 เมื่อมหาเจดีย์ถูกฟ้าผ่าพังลง พระที่กระจายออกมาส่วนหนึ่งถูกบรรจุกลับเข้าเจดีย์ที่บูรณะใหม่ อีกส่วนมีผู้นำไปบูชา เรียกกันว่ากรุเก่า ครั้งที่สองราว พ.ศ. 2451 เจ้าหลวงอินทยงยศ เจ้าเมืองลำพูน ซ่อมฐานเจดีย์ที่ร้าวเพราะรากโพธิ์ และพบพระรอดอีกราวหนึ่งกระซ้าบาตรจึงแจกจ่ายแก่ญาติวงศ์ หลังจากนั้นเกิดธรรมเนียมขุดหาพระรอดรอบวัดในหน้าแล้ง จนพื้นที่วัดเต็มไปด้วยหลุมและทางวัดต้องประกาศห้าม ต่อมาราว พ.ศ. 2498 พบพระราวสองร้อยองค์ระหว่างบูรณะกุฏิเจ้าอาวาส และราว พ.ศ. 2506 พบอีกชุดเมื่อรื้อพื้นพระอุโบสถเพื่อปูใหม่ ซึ่งเป็นช่วงที่พระรอดเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดพระในกรุงเทพฯ อย่างกว้างขวาง
ข้อสังเกตหนึ่งที่เซียนรุ่นเก่ายืนยันตรงกันคือ พระรอดพบที่วัดมหาวันเพียงแห่งเดียว ไม่เคยพบในกรุอื่น คุณสมบัตินี้ทำให้พระรอดเป็นเหมือนลายเซ็นของเมืองลำพูน และทำให้ประวัติการแตกกรุแต่ละครั้งกลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาคราบกรุและผิวพระ เพราะพระที่ออกคนละคราวผ่านสภาพแวดล้อมต่างกัน
ส่วนที่ต้องแยกให้ชัดคืออายุขององค์พระ ตัวเลข "พันสามร้อยปี" ที่พบบ่อยนับจากยุคพระนางจามเทวีราว พ.ศ. 1200 เศษตามตำนาน ไม่ใช่จากจารึกหรือการตรวจหาอายุทางวิทยาศาสตร์ เรื่องฤๅษีผู้สร้างก็ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยรองรับ การกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะทำได้เพียงกว้าง ๆ ว่าเป็นพระพิมพ์สกุลช่างหริภุญชัย และผู้ศึกษาแต่ละรายยังตีความยุคสมัยที่แน่นอนแตกต่างกันไป ผู้อ่านจึงควรถือว่าความเกี่ยวพันกับพระนางจามเทวีเป็นตำนานประจำวัด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
แม้เส้นแบ่งระหว่างตำนานกับหลักฐานจะชัดเพียงใด ความผูกพันของคนลำพูนกับพระรอดก็ไม่ได้ลดลง วัดมหาวันยังเป็นจุดหมายของผู้มากราบไหว้ และพระรอดยังถูกเล่าในฐานะสมบัติคู่เมือง เป็นหมุดหมายว่าแผ่นดินหริภุญชัยนับถือพุทธศาสนาต่อเนื่องมายาวนาน ไม่ว่าวิชาการจะกำหนดอายุองค์พระไว้ที่ศตวรรษใดในอนาคตก็ตาม
#ตำนาน
#พระรอด
#เบญจภาคี
#ลำพูน
Comments
No comments yet — be the first to comment