Corroborated by multiple sources
History
พระบาง — พระคู่เมืองหลวงพระบาง ที่มาสยามสองครั้งแล้วได้กลับคืนถิ่น
Views
5
Sources
3
ชื่อเมืองหลวงพระบางมาจากพระพุทธรูปองค์หนึ่ง คือพระบาง หรือพระบางพุทธลาวัณย์ เป็นพระยืนปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นเสมอกัน สูงราว 1.14 เมตร หล่อด้วยโลหะที่ข้อมูลหลายแหล่งระบุว่ามีทองคำผสมอยู่สูง ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ศิลป์ที่เผยแพร่จัดไว้ในศิลปะเขมรแบบบายนตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถึง 19 พระบางเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของล้านช้าง และเป็นพระพุทธรูปที่ถูกอัญเชิญมาราชสำนักสยามสองครั้ง แล้วได้กลับคืนถิ่นทั้งสองครั้ง
ตำนานในพงศาวดารหลวงพระบางเล่าว่า พระจุลนาคเถระสร้างพระบางขึ้นที่ลังกาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระ ต่อมาองค์พระตกไปอยู่กับกษัตริย์ขอม จนพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งล้านช้างทูลขอขึ้นไปพร้อมพระไตรปิฎกและคณะสงฆ์ แต่ไปติดอยู่ที่เมืองเวียงคำเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าวิชุลราชจึงอัญเชิญขึ้นไปไว้ที่เมืองเชียงทองได้สำเร็จ เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าหลวงพระบาง ศักราชในตอนนี้แต่ละฉบับให้ไว้ต่างกันมาก เช่น ปีที่สร้างมีทั้งศักราช 236 และ พ.ศ. 436 และปีที่ขึ้นไปเชียงทองก็ให้ไว้ต่างกัน จึงควรอ่านเป็นตำนานมากกว่าลำดับเวลาที่แม่นยำ
ครั้งแรกที่พระบางลงมาสยามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปเวียงจันทน์ เมื่อได้ชัยแล้วก็อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางลงมากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จไปรับและจัดงานสมโภชอย่างใหญ่ บทความของปฐมพงษ์ สุขเล็ก ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ชี้ว่าการนำพระพุทธรูปสำคัญของเมืองที่แพ้สงครามกลับมา เป็นธรรมเนียมที่แสดงอำนาจของฝ่ายชนะซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของสยาม
พอเข้าสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้านันทเสนแห่งล้านช้างกราบบังคมทูลว่า ผีที่รักษาพระแก้วมรกตกับผีที่รักษาพระบางไม่ถูกกัน ถ้าพระสององค์อยู่เมืองเดียวกัน เมืองนั้นจะไม่สงบ และยกเหตุการณ์ในอดีตสามครั้งมาอ้าง ได้แก่ ตอนอยู่หลวงพระบาง ตอนอยู่เวียงจันทน์ และตอนอยู่กรุงธนบุรี ข้อความนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ รัชกาลที่ 1 จึงพระราชทานพระบางคืนไปเวียงจันทน์ ราว พ.ศ. 2327 หลังพระบางอยู่ในสยามได้ราวสามปีเศษ ต้องย้ำว่าเรื่องผีรักษาพระพุทธรูปเป็นความเชื่อของผู้คนสมัยนั้น แต่การที่ความเชื่อนี้มีผลต่อการตัดสินใจของราชสำนักเป็นเรื่องที่มีเอกสารบันทึกไว้จริง
ครั้งที่สองเกิดหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์ในรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา อัญเชิญพระบางลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ตอนแรกโปรดให้ไว้ที่หอพระนาคในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คู่กับพระแซกคำและพระฉันสมอ ภายหลังทรงพระราชดำริว่าการนี้ขัดกับที่รัชกาลที่ 1 เคยวางแนวไว้ จึงให้นำพระที่ชาวลาวนับถือว่ามีผีรักษาทั้งสามองค์ไปไว้นอกพระนคร พระบางได้ไปอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส ส่วนอีกสององค์ไปวัดอัปสรสวรรค์และวัดคฤหบดี
ในรัชกาลที่ 4 เกิดฝนแล้งหลายปี ราษฎรลือกันว่าเป็นเพราะพระบางอยู่ในเมืองเดียวกับพระแก้วมรกต ถึงขั้นที่เสนาบดีเข้าชื่อกันทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวาย บทความในศิลปวัฒนธรรมอ้างเอกสารว่าใน พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าอุปราชเมืองหลวงพระบางอัญเชิญพระบางกลับคืนไป บางแหล่งให้ปีคลาดกันเล็กน้อย จึงอาจกล่าวได้ว่าราว พ.ศ. 2409 ถึง 2410 หลังจากนั้นพระบางก็ไม่เคยถูกนำกลับมาสยามอีก และยังเป็นพระคู่เมืองของหลวงพระบางมาจนปัจจุบัน
นักประวัติศาสตร์อ่านเรื่องนี้ได้สองมุม มุมหนึ่งมองว่าการนำพระบางมาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองระหว่างราชสำนัก อีกมุมหนึ่งมองว่าการส่งคืนมีความเชื่อเป็นแรงผลักสำคัญ ปฐมพงษ์สรุปไว้ในชื่อบทความว่า "มาเพราะการเมือง ส่งกลับเพราะความเชื่อ" ทั้งสองมุมไม่ได้หักล้างกัน และช่วยให้เข้าใจว่าพระพุทธรูปในภูมิภาคนี้เป็นทั้งที่พึ่งทางใจและเป็นสิ่งที่บ้านเมืองหวงแหน ในภาคอีสานของไทยเองก็มีพระบางจำลองประดิษฐานตามวัดสำคัญ เช่น วัดไตรภูมิ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และวัดพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ พระเครื่องหรือรูปบูชาที่ใช้ชื่อพระบางในไทยจึงเป็นรูปจำลองตามแบบองค์จริงที่หลวงพระบาง ผู้สนใจควรดูว่าวัดใดเป็นผู้จัดสร้างและจำลองจากองค์ไหน
ตำนานในพงศาวดารหลวงพระบางเล่าว่า พระจุลนาคเถระสร้างพระบางขึ้นที่ลังกาและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระ ต่อมาองค์พระตกไปอยู่กับกษัตริย์ขอม จนพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งล้านช้างทูลขอขึ้นไปพร้อมพระไตรปิฎกและคณะสงฆ์ แต่ไปติดอยู่ที่เมืองเวียงคำเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าวิชุลราชจึงอัญเชิญขึ้นไปไว้ที่เมืองเชียงทองได้สำเร็จ เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าหลวงพระบาง ศักราชในตอนนี้แต่ละฉบับให้ไว้ต่างกันมาก เช่น ปีที่สร้างมีทั้งศักราช 236 และ พ.ศ. 436 และปีที่ขึ้นไปเชียงทองก็ให้ไว้ต่างกัน จึงควรอ่านเป็นตำนานมากกว่าลำดับเวลาที่แม่นยำ
ครั้งแรกที่พระบางลงมาสยามเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2322 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปเวียงจันทน์ เมื่อได้ชัยแล้วก็อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางลงมากรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จไปรับและจัดงานสมโภชอย่างใหญ่ บทความของปฐมพงษ์ สุขเล็ก ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ชี้ว่าการนำพระพุทธรูปสำคัญของเมืองที่แพ้สงครามกลับมา เป็นธรรมเนียมที่แสดงอำนาจของฝ่ายชนะซึ่งพบได้ทั่วไปในภูมิภาคนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของสยาม
พอเข้าสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้านันทเสนแห่งล้านช้างกราบบังคมทูลว่า ผีที่รักษาพระแก้วมรกตกับผีที่รักษาพระบางไม่ถูกกัน ถ้าพระสององค์อยู่เมืองเดียวกัน เมืองนั้นจะไม่สงบ และยกเหตุการณ์ในอดีตสามครั้งมาอ้าง ได้แก่ ตอนอยู่หลวงพระบาง ตอนอยู่เวียงจันทน์ และตอนอยู่กรุงธนบุรี ข้อความนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ รัชกาลที่ 1 จึงพระราชทานพระบางคืนไปเวียงจันทน์ ราว พ.ศ. 2327 หลังพระบางอยู่ในสยามได้ราวสามปีเศษ ต้องย้ำว่าเรื่องผีรักษาพระพุทธรูปเป็นความเชื่อของผู้คนสมัยนั้น แต่การที่ความเชื่อนี้มีผลต่อการตัดสินใจของราชสำนักเป็นเรื่องที่มีเอกสารบันทึกไว้จริง
ครั้งที่สองเกิดหลังสงครามเจ้าอนุวงศ์ในรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา อัญเชิญพระบางลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ตอนแรกโปรดให้ไว้ที่หอพระนาคในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คู่กับพระแซกคำและพระฉันสมอ ภายหลังทรงพระราชดำริว่าการนี้ขัดกับที่รัชกาลที่ 1 เคยวางแนวไว้ จึงให้นำพระที่ชาวลาวนับถือว่ามีผีรักษาทั้งสามองค์ไปไว้นอกพระนคร พระบางได้ไปอยู่ที่วัดจักรวรรดิราชาวาส ส่วนอีกสององค์ไปวัดอัปสรสวรรค์และวัดคฤหบดี
ในรัชกาลที่ 4 เกิดฝนแล้งหลายปี ราษฎรลือกันว่าเป็นเพราะพระบางอยู่ในเมืองเดียวกับพระแก้วมรกต ถึงขั้นที่เสนาบดีเข้าชื่อกันทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวาย บทความในศิลปวัฒนธรรมอ้างเอกสารว่าใน พ.ศ. 2409 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าอุปราชเมืองหลวงพระบางอัญเชิญพระบางกลับคืนไป บางแหล่งให้ปีคลาดกันเล็กน้อย จึงอาจกล่าวได้ว่าราว พ.ศ. 2409 ถึง 2410 หลังจากนั้นพระบางก็ไม่เคยถูกนำกลับมาสยามอีก และยังเป็นพระคู่เมืองของหลวงพระบางมาจนปัจจุบัน
นักประวัติศาสตร์อ่านเรื่องนี้ได้สองมุม มุมหนึ่งมองว่าการนำพระบางมาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองระหว่างราชสำนัก อีกมุมหนึ่งมองว่าการส่งคืนมีความเชื่อเป็นแรงผลักสำคัญ ปฐมพงษ์สรุปไว้ในชื่อบทความว่า "มาเพราะการเมือง ส่งกลับเพราะความเชื่อ" ทั้งสองมุมไม่ได้หักล้างกัน และช่วยให้เข้าใจว่าพระพุทธรูปในภูมิภาคนี้เป็นทั้งที่พึ่งทางใจและเป็นสิ่งที่บ้านเมืองหวงแหน ในภาคอีสานของไทยเองก็มีพระบางจำลองประดิษฐานตามวัดสำคัญ เช่น วัดไตรภูมิ อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และวัดพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ พระเครื่องหรือรูปบูชาที่ใช้ชื่อพระบางในไทยจึงเป็นรูปจำลองตามแบบองค์จริงที่หลวงพระบาง ผู้สนใจควรดูว่าวัดใดเป็นผู้จัดสร้างและจำลองจากองค์ไหน
#พระบาง
#หลวงพระบาง
#ล้านช้าง
#รัชกาลที่ 4
Comments
No comments yet — be the first to comment