Corroborated by multiple sources
Provenance
พระนางพญา — กรุวัดนางพญาแตกเมื่อคราวรับเสด็จ ร.5
Views
2
Sources
5
ในบรรดาพระชุดเบญจภาคี พระนางพญาเป็นองค์ที่เรื่องการค้นพบผูกกับเหตุการณ์ที่ระบุปีได้ชัด คือการเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2444 เพื่อนมัสการพระพุทธชินราชและทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชองค์จำลอง ที่ต่อมาอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดเบญจมบพิตร วัดนางพญาซึ่งเป็นแหล่งของพระตั้งอยู่ในย่านเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดใหญ่ มติชนสุดสัปดาห์ระบุว่าเดิมวัดนางพญากับวัดราชบูรณะเป็นวัดเดียวกัน ต่อมามีการตัดถนนผ่ากลางจึงแยกเป็นสองวัด
เรื่องการพบพระมีสองสำนวนหลัก สำนวนที่เล่ากันมากที่สุด ซึ่งมติชนสุดสัปดาห์และสยามรัฐเล่าตรงกัน คือทางเมืองเตรียมสร้างปะรำพิธีรับเสด็จที่วัดนางพญา ระหว่างขุดหลุมลงเสาก็พบพระพิมพ์เนื้อดินจำนวนมากฝังอยู่กับซากปรักหักพัง จึงเก็บรวบรวมไว้ อีกสำนวนหนึ่งในไทยรัฐเล่าว่าเจดีย์ที่บรรจุพระพังลงก่อนแล้ว พระจึงกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัด ทั้งสองสำนวนมาบรรจบกันที่ตอนเดียวกัน คือเมื่อรัชกาลที่ห้าเสด็จถึงวัด ทางวัดและทางเมืองนำพระส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แล้วพระองค์ทรงแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ส่วนที่เหลือนำกลับมายังพระนคร
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากกว่าเรื่องเล่าทั่วไปคือหลักฐานจากกรุอื่น สยามรัฐอ้างงานของท่านตรียัมปวายในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ ว่ามีการพบพระนางพญาพิมพ์เดียวกันในกรุวัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมแผ่นลานเงิน ลานทอง และลานนาก จารึกความว่าพระในกรุนั้นนำมาจากวัดนางพญา พิษณุโลก ในปี 2444 คราวที่รัชกาลที่ห้าเสด็จไปทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง และทรงแจกจ่ายแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพาร ส่วนที่เหลือจึงมีผู้รวบรวมมาบรรจุกรุ ไทยรัฐยังระบุว่าพบพระนางพญาพิษณุโลกที่วัดสังกัจจายน์และวัดปราสาทบุญญาวาสในกรุงเทพฯ ด้วย ข้อนี้อธิบายได้ว่าทำไมพระนางพญาแท้จำนวนไม่น้อยจึงไปอยู่ในกรุต่างเมืองได้
พระนางพญาไม่ได้ออกจากกรุเพียงครั้งเดียว สยามรัฐเล่าว่าราวปี 2470 สมัยพระอธิการถนอมเป็นเจ้าอาวาส เจดีย์ด้านตะวันออกของวัดพังลงและพบพระอีกจำนวนหนึ่ง มติชนสุดสัปดาห์บันทึกการพบในกรุอื่นอีกหลายแห่ง ทั้งที่บ้านตาปานซึ่งน้ำท่วมถึงเป็นประจำจนพระผิวเสียและถูกเรียกว่ากรุน้ำ ที่วัดอินทรวิหารในปี 2479 ที่วัดเลียบ ที่พระราชวังบวรสถานมงคล ที่วัดสังขจาย และครั้งหลังสุดที่วัดราชบูรณะ พิษณุโลก ระหว่างการวางท่อระบายน้ำราวปี 2532 ส่วนตัววัดนางพญาเองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479
ผู้สร้างพระนางพญาไม่มีจารึกระบุไว้ คำอธิบายที่สื่อหลายสำนักใช้เหมือนกันคือข้อสันนิษฐานว่าพระวิสุทธิกษัตรี พระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนี้ในคราวบูรณะวัดราชบูรณะราวปี 2090 ถึง 2100 ขณะที่ทรงเป็นแม่เมืองสองแคว คำอธิบายนี้เข้ากับยุคสมัยและกับชื่อพระ แต่ต้องถือเป็นการอนุมานของวงการ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีเอกสารร่วมสมัยยืนยัน อีกคำอธิบายหนึ่งของชื่อ "นางพญา" คือมาจากพุทธลักษณะที่อกนูนเด่นและลำแขนอ่อนช้อยคล้ายสตรีผู้สูงศักดิ์ ส่วนชื่อวัดก็อาจได้มาเพราะเป็นที่พบพระนี้
ด้านพุทธศิลป์ แหล่งข้อมูลยังเรียกต่างกัน สยามรัฐและไทยรัฐเรียกว่าศิลปะสุโขทัย ส่วนมติชนสุดสัปดาห์อธิบายว่าเป็นการผสมผสานศิลปะสุโขทัยกับอยุธยา องค์พระนั่งปางมารวิชัยในกรอบสามเหลี่ยม ไม่มีฐานและไม่มีซุ้ม ขอบตัดชิดองค์พระ ด้านหลังส่วนใหญ่เรียบ เนื้อดินเผาผสมกรวดทรายที่เมื่อดินหดตัวตามอายุจะเห็นเป็นเม็ดผดนูน สีขององค์พระมีสี่โทนคือดำ แดง เหลือง และเขียว ตามความร้อนที่แต่ละองค์ได้รับในเตา องค์ที่โดนความร้อนมากจะหดตัวมากและมีขนาดเล็กลง พิมพ์มาตรฐานที่วงการยอมรับมีเจ็ดพิมพ์ คือ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรงธรรมดา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์อกนูนเล็ก และพิมพ์เทวดาหรืออกแฟบ
พระนางพญาได้สมญาว่าราชินีแห่งพระเครื่อง คู่กับพระสมเด็จที่ถูกเรียกว่าจักรพรรดิ และเป็นตัวแทนพระเนื้อดินในชุดเบญจภาคี ทุกวันนี้วัดนางพญายังเป็นจุดที่ผู้มาไหว้พระพุทธชินราชแวะชม เรื่องหลุมเสาปะรำพิธีปี 2444 และแผ่นจารึกในกรุวัดอินทรวิหารยังเป็นสองหลักฐานที่ผู้ศึกษาใช้เล่าถึงที่มาของพระนี้ แม้ตำนานเรื่องผู้สร้างจะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานก็ตาม
เรื่องการพบพระมีสองสำนวนหลัก สำนวนที่เล่ากันมากที่สุด ซึ่งมติชนสุดสัปดาห์และสยามรัฐเล่าตรงกัน คือทางเมืองเตรียมสร้างปะรำพิธีรับเสด็จที่วัดนางพญา ระหว่างขุดหลุมลงเสาก็พบพระพิมพ์เนื้อดินจำนวนมากฝังอยู่กับซากปรักหักพัง จึงเก็บรวบรวมไว้ อีกสำนวนหนึ่งในไทยรัฐเล่าว่าเจดีย์ที่บรรจุพระพังลงก่อนแล้ว พระจึงกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัด ทั้งสองสำนวนมาบรรจบกันที่ตอนเดียวกัน คือเมื่อรัชกาลที่ห้าเสด็จถึงวัด ทางวัดและทางเมืองนำพระส่วนหนึ่งขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แล้วพระองค์ทรงแจกจ่ายแก่ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ส่วนที่เหลือนำกลับมายังพระนคร
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากกว่าเรื่องเล่าทั่วไปคือหลักฐานจากกรุอื่น สยามรัฐอ้างงานของท่านตรียัมปวายในหนังสือปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ ว่ามีการพบพระนางพญาพิมพ์เดียวกันในกรุวัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมแผ่นลานเงิน ลานทอง และลานนาก จารึกความว่าพระในกรุนั้นนำมาจากวัดนางพญา พิษณุโลก ในปี 2444 คราวที่รัชกาลที่ห้าเสด็จไปทอดพระเนตรการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง และทรงแจกจ่ายแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพาร ส่วนที่เหลือจึงมีผู้รวบรวมมาบรรจุกรุ ไทยรัฐยังระบุว่าพบพระนางพญาพิษณุโลกที่วัดสังกัจจายน์และวัดปราสาทบุญญาวาสในกรุงเทพฯ ด้วย ข้อนี้อธิบายได้ว่าทำไมพระนางพญาแท้จำนวนไม่น้อยจึงไปอยู่ในกรุต่างเมืองได้
พระนางพญาไม่ได้ออกจากกรุเพียงครั้งเดียว สยามรัฐเล่าว่าราวปี 2470 สมัยพระอธิการถนอมเป็นเจ้าอาวาส เจดีย์ด้านตะวันออกของวัดพังลงและพบพระอีกจำนวนหนึ่ง มติชนสุดสัปดาห์บันทึกการพบในกรุอื่นอีกหลายแห่ง ทั้งที่บ้านตาปานซึ่งน้ำท่วมถึงเป็นประจำจนพระผิวเสียและถูกเรียกว่ากรุน้ำ ที่วัดอินทรวิหารในปี 2479 ที่วัดเลียบ ที่พระราชวังบวรสถานมงคล ที่วัดสังขจาย และครั้งหลังสุดที่วัดราชบูรณะ พิษณุโลก ระหว่างการวางท่อระบายน้ำราวปี 2532 ส่วนตัววัดนางพญาเองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479
ผู้สร้างพระนางพญาไม่มีจารึกระบุไว้ คำอธิบายที่สื่อหลายสำนักใช้เหมือนกันคือข้อสันนิษฐานว่าพระวิสุทธิกษัตรี พระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระราชมารดาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนี้ในคราวบูรณะวัดราชบูรณะราวปี 2090 ถึง 2100 ขณะที่ทรงเป็นแม่เมืองสองแคว คำอธิบายนี้เข้ากับยุคสมัยและกับชื่อพระ แต่ต้องถือเป็นการอนุมานของวงการ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่มีเอกสารร่วมสมัยยืนยัน อีกคำอธิบายหนึ่งของชื่อ "นางพญา" คือมาจากพุทธลักษณะที่อกนูนเด่นและลำแขนอ่อนช้อยคล้ายสตรีผู้สูงศักดิ์ ส่วนชื่อวัดก็อาจได้มาเพราะเป็นที่พบพระนี้
ด้านพุทธศิลป์ แหล่งข้อมูลยังเรียกต่างกัน สยามรัฐและไทยรัฐเรียกว่าศิลปะสุโขทัย ส่วนมติชนสุดสัปดาห์อธิบายว่าเป็นการผสมผสานศิลปะสุโขทัยกับอยุธยา องค์พระนั่งปางมารวิชัยในกรอบสามเหลี่ยม ไม่มีฐานและไม่มีซุ้ม ขอบตัดชิดองค์พระ ด้านหลังส่วนใหญ่เรียบ เนื้อดินเผาผสมกรวดทรายที่เมื่อดินหดตัวตามอายุจะเห็นเป็นเม็ดผดนูน สีขององค์พระมีสี่โทนคือดำ แดง เหลือง และเขียว ตามความร้อนที่แต่ละองค์ได้รับในเตา องค์ที่โดนความร้อนมากจะหดตัวมากและมีขนาดเล็กลง พิมพ์มาตรฐานที่วงการยอมรับมีเจ็ดพิมพ์ คือ พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์เข่าตรงธรรมดา พิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์อกนูนเล็ก และพิมพ์เทวดาหรืออกแฟบ
พระนางพญาได้สมญาว่าราชินีแห่งพระเครื่อง คู่กับพระสมเด็จที่ถูกเรียกว่าจักรพรรดิ และเป็นตัวแทนพระเนื้อดินในชุดเบญจภาคี ทุกวันนี้วัดนางพญายังเป็นจุดที่ผู้มาไหว้พระพุทธชินราชแวะชม เรื่องหลุมเสาปะรำพิธีปี 2444 และแผ่นจารึกในกรุวัดอินทรวิหารยังเป็นสองหลักฐานที่ผู้ศึกษาใช้เล่าถึงที่มาของพระนี้ แม้ตำนานเรื่องผู้สร้างจะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานก็ตาม
#ที่มาการครอบครอง
#พระนางพญา
#เบญจภาคี
Comments
No comments yet — be the first to comment