Corroborated by multiple sources
History
เจ้าฟ้านักเรียนวิชา — กรมหลวงชุมพรฯ ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข
Views
2
Sources
6
หลวงปู่ศุข เกสโร หรือพระครูวิมลคุณากร เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2390 ในรัชกาลที่สี่ ที่บ้านข้างวัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท เป็นบุตรชายคนโตของนายน่วมและนางทองดีในครอบครัวชาวไร่ มีน้องอีกแปดคน เมื่ออายุเจ็ดขวบพ่อแม่นำไปฝากเรียนหนังสือไทยและขอมกับพระอาจารย์ที่วัดเดิมซึ่งตอนนั้นชื่อวัดอู่ทอง จนอายุราวสิบแปดจึงออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกระยะหนึ่ง แล้วกลับมาอุปสมบทราวอายุยี่สิบถึงยี่สิบสองปีที่วัดโพธิ์ทองล่าง โดยมีพระอาจารย์เชย จันทสิริ เป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นครูสอนกรรมฐาน
หลังบวช ท่านมุ่งทางวิปัสสนาและการเพ่งกสิณ แล้วออกธุดงค์แสวงหาครูอาจารย์อยู่ราวสิบห้าปี จนโยมมารดาขอให้กลับมาอยู่ชัยนาท ท่านจึงกลับมาพัฒนาวัดอู่ทองซึ่งตอนนั้นเป็นวัดร้าง จนกลายเป็นวัดปากคลองมะขามเฒ่าในปัจจุบัน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทบันทึกว่าวัดตั้งอยู่ตรงปากคลองมะขามเฒ่าที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ชื่อจากต้นมะขามเก่าแก่ริมน้ำหน้าวัด ท่านสร้างมณฑปไว้เมื่อปี 2456 ชื่อเสียงด้านพุทธาคมของท่านถูกเล่าต่อกันมาก ทั้งเรื่องเสกใบมะขามเป็นตัวต่อแตน เสกหัวปลีเป็นกระต่าย หรือผูกหุ่นพยนต์ เรื่องเหล่านี้เป็นคำเล่าของศิษย์และผู้ศรัทธา ไม่ใช่สิ่งที่มีบันทึกพิสูจน์ได้
ส่วนที่ทำให้เรื่องของท่านต่างจากเกจิรูปอื่นคือศิษย์คนสำคัญ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พ.ศ. 2423–2466) พระราชโอรสในรัชกาลที่ห้า ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทยที่ทหารเรือเรียกว่าเสด็จเตี่ย บทความในศิลปวัฒนธรรมซึ่งเรียบเรียงจากหนังสือ "หลวงปู่ศุขกับกรมหลวงชุมพรฯ" ของ ม.ร.ว.อภิเดช อาภากร ระบุว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าทั้งสองพบกันเมื่อใด คนใกล้ชิดประเมินว่าอยู่ราวปี 2447 ถึง 2452 คำบันทึกของนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) เล่าว่าครั้งหนึ่งเรือของเสด็จในกรมแวะจอดที่ศาลาท่าน้ำวัด แล้วทรงเห็นหลวงปู่ลูบหัวปลีจนกลายเป็นกระต่ายวิ่งพล่าน หลังจากนั้นจึงเสด็จขึ้นไปสนทนากับหลวงปู่จนดึก วันรุ่งขึ้นก็เสด็จไปอีกจนลืมเวลาเสวย และฝากตัวเป็นศิษย์ในที่สุด ตอนหัวปลีนี้ควรอ่านเป็นเรื่องเล่าของผู้ใกล้ชิด ไม่ใช่เหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้
สิ่งที่ยืนยันความสัมพันธ์ได้หนักแน่นกว่าคือเรื่องที่ตามมา เมื่อหลวงปู่ศุขลงมากรุงเทพฯ ท่านมักพักที่วังนางเลิ้งของกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งทรงปลูกเรือนไว้รับรองท่านโดยเฉพาะ และครั้งหนึ่งหลวงปู่ยังเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระโอรสสามองค์บรรพชาเป็นสามเณรอยู่เจ็ดวัน ฝั่งเสด็จในกรมก็เสด็จไปวัดปากคลองมะขามเฒ่าแทบทุกปี และทรงเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ตอนพระพุทธเจ้าทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาและตอนแม่ธรณีบีบมวยผม ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทกล่าวถึงภาพฝีพระหัตถ์ที่มีข้าราชบริพารร่วมเขียนเช่นกัน แต่ระบุว่าผนังด้านใต้มีภาพที่บอกปีที่เขียนไว้เป็นปี 2433 ซึ่งเป็นปีที่เสด็จในกรมยังทรงพระเยาว์ และก่อนช่วงที่ทั้งสองน่าจะพบกัน ปี 2433 จึงอาจเป็นปีของภาพส่วนอื่นในโบสถ์ เรื่องนี้ยังไม่มีแหล่งใดอธิบายให้ลงตัว
ความผูกพันของครูกับศิษย์คู่นี้จบลงในปีเดียวกัน แต่ลำดับเหตุการณ์ต่างจากที่มักเล่ากันผิด ๆ ศิลปวัฒนธรรมบันทึกว่ากรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ก่อน ที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร เมื่อกลางปี 2466 หลวงปู่ศุขทราบข่าวแล้วเสียใจมาก จากนั้นก็เริ่มอาพาธ และมรณภาพในช่วงปลายปีเดียวกัน ดังนั้นเรื่องที่ว่าเสด็จในกรมเสด็จมาร่วมงานศพของหลวงปู่จึงไม่ตรงกับหลักฐาน
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรเล่าว่าหลวงปู่ศุขเป็นผู้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรฯ ไปศึกษาวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ภาพของเสด็จเตี่ยในฐานะเจ้านายที่ใฝ่เรียนจากพระป่าหลายสำนักจึงชัดขึ้น และช่วยอธิบายว่าทำไมศาลกรมหลวงชุมพรฯ หลายแห่งจึงมักมีรูปหลวงปู่ศุขประดิษฐานอยู่ด้วย
วัตถุมงคลของหลวงปู่ศุขมีหลายแบบ ทั้งพระพิมพ์ ตะกรุด และผ้ายันต์ คมชัดลึกระบุว่าเอกลักษณ์ของพระพิมพ์ท่านคือมีประภามณฑลและรัศมีรอบองค์พระ ปัจจุบันวัดปากคลองมะขามเฒ่าเป็นทั้งวัดและแหล่งท่องเที่ยว ผู้มาเยือนได้กราบรูปเหมือนหลวงปู่ศุขและรูปกรมหลวงชุมพรฯ ชมกุฏิเก่า และดูภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างพระบ้านนอกกับเจ้านายผู้สร้างกองทัพเรือ
หลังบวช ท่านมุ่งทางวิปัสสนาและการเพ่งกสิณ แล้วออกธุดงค์แสวงหาครูอาจารย์อยู่ราวสิบห้าปี จนโยมมารดาขอให้กลับมาอยู่ชัยนาท ท่านจึงกลับมาพัฒนาวัดอู่ทองซึ่งตอนนั้นเป็นวัดร้าง จนกลายเป็นวัดปากคลองมะขามเฒ่าในปัจจุบัน สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทบันทึกว่าวัดตั้งอยู่ตรงปากคลองมะขามเฒ่าที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ชื่อจากต้นมะขามเก่าแก่ริมน้ำหน้าวัด ท่านสร้างมณฑปไว้เมื่อปี 2456 ชื่อเสียงด้านพุทธาคมของท่านถูกเล่าต่อกันมาก ทั้งเรื่องเสกใบมะขามเป็นตัวต่อแตน เสกหัวปลีเป็นกระต่าย หรือผูกหุ่นพยนต์ เรื่องเหล่านี้เป็นคำเล่าของศิษย์และผู้ศรัทธา ไม่ใช่สิ่งที่มีบันทึกพิสูจน์ได้
ส่วนที่ทำให้เรื่องของท่านต่างจากเกจิรูปอื่นคือศิษย์คนสำคัญ ได้แก่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (พ.ศ. 2423–2466) พระราชโอรสในรัชกาลที่ห้า ผู้วางรากฐานกองทัพเรือไทยที่ทหารเรือเรียกว่าเสด็จเตี่ย บทความในศิลปวัฒนธรรมซึ่งเรียบเรียงจากหนังสือ "หลวงปู่ศุขกับกรมหลวงชุมพรฯ" ของ ม.ร.ว.อภิเดช อาภากร ระบุว่าไม่ทราบแน่ชัดว่าทั้งสองพบกันเมื่อใด คนใกล้ชิดประเมินว่าอยู่ราวปี 2447 ถึง 2452 คำบันทึกของนาวาตรี หลวงรักษาราชทรัพย์ (รักษ์ เอกะวิภาต) เล่าว่าครั้งหนึ่งเรือของเสด็จในกรมแวะจอดที่ศาลาท่าน้ำวัด แล้วทรงเห็นหลวงปู่ลูบหัวปลีจนกลายเป็นกระต่ายวิ่งพล่าน หลังจากนั้นจึงเสด็จขึ้นไปสนทนากับหลวงปู่จนดึก วันรุ่งขึ้นก็เสด็จไปอีกจนลืมเวลาเสวย และฝากตัวเป็นศิษย์ในที่สุด ตอนหัวปลีนี้ควรอ่านเป็นเรื่องเล่าของผู้ใกล้ชิด ไม่ใช่เหตุการณ์ที่พิสูจน์ได้
สิ่งที่ยืนยันความสัมพันธ์ได้หนักแน่นกว่าคือเรื่องที่ตามมา เมื่อหลวงปู่ศุขลงมากรุงเทพฯ ท่านมักพักที่วังนางเลิ้งของกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งทรงปลูกเรือนไว้รับรองท่านโดยเฉพาะ และครั้งหนึ่งหลวงปู่ยังเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระโอรสสามองค์บรรพชาเป็นสามเณรอยู่เจ็ดวัน ฝั่งเสด็จในกรมก็เสด็จไปวัดปากคลองมะขามเฒ่าแทบทุกปี และทรงเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ตอนพระพุทธเจ้าทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาและตอนแม่ธรณีบีบมวยผม ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชัยนาทกล่าวถึงภาพฝีพระหัตถ์ที่มีข้าราชบริพารร่วมเขียนเช่นกัน แต่ระบุว่าผนังด้านใต้มีภาพที่บอกปีที่เขียนไว้เป็นปี 2433 ซึ่งเป็นปีที่เสด็จในกรมยังทรงพระเยาว์ และก่อนช่วงที่ทั้งสองน่าจะพบกัน ปี 2433 จึงอาจเป็นปีของภาพส่วนอื่นในโบสถ์ เรื่องนี้ยังไม่มีแหล่งใดอธิบายให้ลงตัว
ความผูกพันของครูกับศิษย์คู่นี้จบลงในปีเดียวกัน แต่ลำดับเหตุการณ์ต่างจากที่มักเล่ากันผิด ๆ ศิลปวัฒนธรรมบันทึกว่ากรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์ก่อน ที่หาดทรายรี จังหวัดชุมพร เมื่อกลางปี 2466 หลวงปู่ศุขทราบข่าวแล้วเสียใจมาก จากนั้นก็เริ่มอาพาธ และมรณภาพในช่วงปลายปีเดียวกัน ดังนั้นเรื่องที่ว่าเสด็จในกรมเสด็จมาร่วมงานศพของหลวงปู่จึงไม่ตรงกับหลักฐาน
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรเล่าว่าหลวงปู่ศุขเป็นผู้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรฯ ไปศึกษาวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ภาพของเสด็จเตี่ยในฐานะเจ้านายที่ใฝ่เรียนจากพระป่าหลายสำนักจึงชัดขึ้น และช่วยอธิบายว่าทำไมศาลกรมหลวงชุมพรฯ หลายแห่งจึงมักมีรูปหลวงปู่ศุขประดิษฐานอยู่ด้วย
วัตถุมงคลของหลวงปู่ศุขมีหลายแบบ ทั้งพระพิมพ์ ตะกรุด และผ้ายันต์ คมชัดลึกระบุว่าเอกลักษณ์ของพระพิมพ์ท่านคือมีประภามณฑลและรัศมีรอบองค์พระ ปัจจุบันวัดปากคลองมะขามเฒ่าเป็นทั้งวัดและแหล่งท่องเที่ยว ผู้มาเยือนได้กราบรูปเหมือนหลวงปู่ศุขและรูปกรมหลวงชุมพรฯ ชมกุฏิเก่า และดูภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยังเหลืออยู่ของความสัมพันธ์ระหว่างพระบ้านนอกกับเจ้านายผู้สร้างกองทัพเรือ
#ประวัติศาสตร์
#หลวงปู่ศุข
#กรมหลวงชุมพร
Comments
No comments yet — be the first to comment