Corroborated by multiple sources
Provenance
บันทึกการเปิดกรุวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหม
Views
2
Sources
5
พระสมเด็จบางขุนพรหมมีจุดตั้งต้นที่วัดราษฎร์เก่าแก่ริมย่านบ้านพานถม เขตพระนคร วัดนี้สร้างขึ้นราวปลายสมัยกรุงธนบุรี เคยมีชื่อเรียกหลายชื่อ ทั้งวัดวรามะตาราม วัดอำมาตยรส และวัดอมฤตรส แต่ชาวบ้านเรียกติดปากว่าวัดบางขุนพรหมใน คู่กับวัดบางขุนพรหมนอกซึ่งก็คือวัดอินทรวิหาร จนปี 2460 จึงได้ชื่อทางการว่าวัดใหม่อมตรส อย่างที่ใช้กันทุกวันนี้ ชื่อ "บางขุนพรหม" ที่ติดอยู่กับพระจึงเป็นชื่อย่านและชื่อเรียกวัดแบบชาวบ้าน ไม่ใช่ชื่อพิมพ์พระ
ตามประวัติที่คอลัมน์พระเครื่องของหนังสือพิมพ์ใหญ่หลายฉบับเล่าตรงกัน เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 เสมียนตราด้วง ต้นสกุลธนโกเศศ ผู้อุปถัมภ์วัด ได้บูรณะวัดครั้งใหญ่ และสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ไว้ด้านหลังพระอุโบสถ พร้อมเจดีย์องค์เล็กรายรอบสำหรับบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ ครั้นงานก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จราวปี 2413 ท่านจึงไปอาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ให้เป็นประธานสร้างพระพิมพ์เนื้อผงแบบเดียวกับที่ท่านสร้างที่วัดระฆังฯ เพื่อบรรจุในเจดีย์ใหญ่เป็นการสืบอายุพระศาสนา บางแหล่งระบุช่วงการสร้างไว้ระหว่างปี 2413 ถึง 2415 จำนวนพระที่เล่ากันคือราว 84,000 องค์ ซึ่งเป็นตัวเลขตามคติให้เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ จึงควรอ่านเป็นตัวเลขเชิงสัญลักษณ์มากกว่ายอดที่มีผู้นับจริง
พระที่บรรจุไว้อยู่ในกรุได้ไม่นานก็เริ่มถูกลักลอบนำออก คอลัมน์พระเครื่องของไทยรัฐฉบับหนึ่งระบุว่าการลักลอบเกิดขึ้นหลายระลอก คือราวปี 2425 ปี 2436 และปี 2459 ขณะที่อีกบทความของสำนักเดียวกันเล่ารวบเป็นช่วงปี 2425 ถึง 2428 ตัวเลขปีจึงยังต่างกันตามผู้เล่า วิธีที่เล่าต่อกันมาคือปั้นดินเหนียวเป็นก้อนผูกปลายเชือก หย่อนลงทางรูระบายอากาศของเจดีย์ให้พระที่กองอยู่ด้านบนติดขึ้นมา บ้างว่าใช้น้ำกรอกลงไปให้พระที่เกาะกันหลุดออก พระกลุ่มนี้วงการเรียกว่า "กรุเก่า" ส่วนใหญ่เป็นองค์ที่อยู่ชั้นบนของกอง คราบกรุจึงบางเบา ไม่ค่อยมีคราบแบบที่เรียกว่าฟองเต้าหู้หรือเม็ดกรวดทรายเกาะติดเนื้อ
เมื่อการลักลอบไม่มีท่าทีจะหยุด ทางวัดจึงตัดสินใจเปิดกรุอย่างเป็นทางการในปี 2500 คอลัมน์ในไทยรัฐระบุวันไว้ว่าเป็นวันที่ 24 พฤศจิกายน ส่วนรายงานของคมชัดลึกบันทึกว่าผู้ดำเนินการคือพระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสในเวลานั้น ร่วมกับพระครูบริหารคุณวัตร (ชม) ซึ่งภายหลังเป็นเจ้าอาวาสรูปต่อมา พระที่ได้จากคราวนี้ถูกนำออกให้ประชาชนเช่าบูชาเพื่อนำปัจจัยไปทำนุบำรุงวัด และถูกเรียกว่า "กรุใหม่" จำนวนพระที่ออกมามีรายงานว่าอยู่ในหลักพันองค์ ตัวเลขแน่นอนแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขตามคติมาก สะท้อนว่าพระจำนวนหนึ่งถูกลักลอบออกไปก่อน และอีกไม่น้อยเสื่อมสภาพไปกับความชื้นในกรุตลอดเกือบร้อยปี องค์ที่อยู่ชั้นล่างมักมีคราบปูนและคราบกรุหนาเกาะจนบางองค์แทบมองไม่เห็นพิมพ์
เรื่องจำนวนพิมพ์ก็มีการนับต่างกันเล็กน้อย บทความในไทยรัฐฉบับปี 2565 แบ่งเป็นสิบพิมพ์ คือกลุ่มที่ใช้แบบเดียวกับวัดระฆังฯ สี่พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ฐานแซม กับกลุ่มที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่อีกหกพิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์อกครุฑ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์ไสยาสน์ซึ่งพบน้อยมาก ส่วนอีกบทความแยกย่อยพิมพ์สังฆาฏิและอกครุฑออกเป็นหลายขนาดจนนับได้มากกว่านั้น ความต่างนี้เป็นเรื่องวิธีจัดกลุ่ม ไม่ใช่ข้อขัดแย้งในตัวพระ ด้านเนื้อหา แหล่งข้อมูลระบุว่าใช้ผงวิเศษตามตำรับวัดระฆังฯ เช่น ผงอิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห และมหาราช ผสมปูนเปลือกหอยและวัสดุมงคลอื่น ๆ
เศษพระที่แตกหักจากการเปิดกรุปี 2500 ยังมีชีวิตต่อมาอีกทอดหนึ่ง มติชนสุดสัปดาห์และข่าวสดบันทึกว่าหลวงปู่ลำภูแห่งวัดใหม่อมตรสได้นำชิ้นส่วนพระสมเด็จกรุวัดที่ชำรุดมาผสมกับมวลสารอื่น แล้วสร้างเป็นพระพิมพ์สมเด็จรุ่นใหม่ในปี 2502 ทำให้วัดนี้มีพระสองยุคที่ผูกกันด้วยเนื้อผงชุดเดียว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่ากรุหนึ่งกรุส่งต่อความศรัทธาข้ามรุ่นได้อย่างไร
สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ แม้เรื่องการสร้างและการเปิดกรุจะถูกเล่าสอดคล้องกันในสื่อหลายสำนัก แต่แหล่งที่หาอ่านได้ทั่วไปส่วนใหญ่เป็นคอลัมน์พระเครื่องที่เรียบเรียงจากประวัติวัดและคำบอกเล่าของวงการ ยังไม่พบเอกสารราชการหรือบันทึกของวัดฉบับเต็มที่เผยแพร่ให้ตรวจสอบได้โดยตรง รายละเอียดอย่างวันที่ จำนวนพระ และปีที่ลักลอบ จึงควรถือเป็นข้อมูลที่หลายแหล่งยืนยันตรงกันในภาพรวมแต่ยังต่างกันในรายละเอียด สำหรับผู้ศึกษา การแยกกรุเก่ากับกรุใหม่ยังเป็นวิชาพื้นฐาน เพราะพิมพ์เดียวกันอาจมีผิวและคราบต่างกันมากตามตำแหน่งในกรุและยุคที่ออกมา
ตามประวัติที่คอลัมน์พระเครื่องของหนังสือพิมพ์ใหญ่หลายฉบับเล่าตรงกัน เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 เสมียนตราด้วง ต้นสกุลธนโกเศศ ผู้อุปถัมภ์วัด ได้บูรณะวัดครั้งใหญ่ และสร้างเจดีย์องค์ใหญ่ไว้ด้านหลังพระอุโบสถ พร้อมเจดีย์องค์เล็กรายรอบสำหรับบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ ครั้นงานก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จราวปี 2413 ท่านจึงไปอาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ให้เป็นประธานสร้างพระพิมพ์เนื้อผงแบบเดียวกับที่ท่านสร้างที่วัดระฆังฯ เพื่อบรรจุในเจดีย์ใหญ่เป็นการสืบอายุพระศาสนา บางแหล่งระบุช่วงการสร้างไว้ระหว่างปี 2413 ถึง 2415 จำนวนพระที่เล่ากันคือราว 84,000 องค์ ซึ่งเป็นตัวเลขตามคติให้เท่าจำนวนพระธรรมขันธ์ จึงควรอ่านเป็นตัวเลขเชิงสัญลักษณ์มากกว่ายอดที่มีผู้นับจริง
พระที่บรรจุไว้อยู่ในกรุได้ไม่นานก็เริ่มถูกลักลอบนำออก คอลัมน์พระเครื่องของไทยรัฐฉบับหนึ่งระบุว่าการลักลอบเกิดขึ้นหลายระลอก คือราวปี 2425 ปี 2436 และปี 2459 ขณะที่อีกบทความของสำนักเดียวกันเล่ารวบเป็นช่วงปี 2425 ถึง 2428 ตัวเลขปีจึงยังต่างกันตามผู้เล่า วิธีที่เล่าต่อกันมาคือปั้นดินเหนียวเป็นก้อนผูกปลายเชือก หย่อนลงทางรูระบายอากาศของเจดีย์ให้พระที่กองอยู่ด้านบนติดขึ้นมา บ้างว่าใช้น้ำกรอกลงไปให้พระที่เกาะกันหลุดออก พระกลุ่มนี้วงการเรียกว่า "กรุเก่า" ส่วนใหญ่เป็นองค์ที่อยู่ชั้นบนของกอง คราบกรุจึงบางเบา ไม่ค่อยมีคราบแบบที่เรียกว่าฟองเต้าหู้หรือเม็ดกรวดทรายเกาะติดเนื้อ
เมื่อการลักลอบไม่มีท่าทีจะหยุด ทางวัดจึงตัดสินใจเปิดกรุอย่างเป็นทางการในปี 2500 คอลัมน์ในไทยรัฐระบุวันไว้ว่าเป็นวันที่ 24 พฤศจิกายน ส่วนรายงานของคมชัดลึกบันทึกว่าผู้ดำเนินการคือพระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสในเวลานั้น ร่วมกับพระครูบริหารคุณวัตร (ชม) ซึ่งภายหลังเป็นเจ้าอาวาสรูปต่อมา พระที่ได้จากคราวนี้ถูกนำออกให้ประชาชนเช่าบูชาเพื่อนำปัจจัยไปทำนุบำรุงวัด และถูกเรียกว่า "กรุใหม่" จำนวนพระที่ออกมามีรายงานว่าอยู่ในหลักพันองค์ ตัวเลขแน่นอนแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขตามคติมาก สะท้อนว่าพระจำนวนหนึ่งถูกลักลอบออกไปก่อน และอีกไม่น้อยเสื่อมสภาพไปกับความชื้นในกรุตลอดเกือบร้อยปี องค์ที่อยู่ชั้นล่างมักมีคราบปูนและคราบกรุหนาเกาะจนบางองค์แทบมองไม่เห็นพิมพ์
เรื่องจำนวนพิมพ์ก็มีการนับต่างกันเล็กน้อย บทความในไทยรัฐฉบับปี 2565 แบ่งเป็นสิบพิมพ์ คือกลุ่มที่ใช้แบบเดียวกับวัดระฆังฯ สี่พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ฐานแซม กับกลุ่มที่แกะแม่พิมพ์ขึ้นใหม่อีกหกพิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์อกครุฑ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์ไสยาสน์ซึ่งพบน้อยมาก ส่วนอีกบทความแยกย่อยพิมพ์สังฆาฏิและอกครุฑออกเป็นหลายขนาดจนนับได้มากกว่านั้น ความต่างนี้เป็นเรื่องวิธีจัดกลุ่ม ไม่ใช่ข้อขัดแย้งในตัวพระ ด้านเนื้อหา แหล่งข้อมูลระบุว่าใช้ผงวิเศษตามตำรับวัดระฆังฯ เช่น ผงอิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห และมหาราช ผสมปูนเปลือกหอยและวัสดุมงคลอื่น ๆ
เศษพระที่แตกหักจากการเปิดกรุปี 2500 ยังมีชีวิตต่อมาอีกทอดหนึ่ง มติชนสุดสัปดาห์และข่าวสดบันทึกว่าหลวงปู่ลำภูแห่งวัดใหม่อมตรสได้นำชิ้นส่วนพระสมเด็จกรุวัดที่ชำรุดมาผสมกับมวลสารอื่น แล้วสร้างเป็นพระพิมพ์สมเด็จรุ่นใหม่ในปี 2502 ทำให้วัดนี้มีพระสองยุคที่ผูกกันด้วยเนื้อผงชุดเดียว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่ากรุหนึ่งกรุส่งต่อความศรัทธาข้ามรุ่นได้อย่างไร
สิ่งที่ควรแยกให้ชัดคือ แม้เรื่องการสร้างและการเปิดกรุจะถูกเล่าสอดคล้องกันในสื่อหลายสำนัก แต่แหล่งที่หาอ่านได้ทั่วไปส่วนใหญ่เป็นคอลัมน์พระเครื่องที่เรียบเรียงจากประวัติวัดและคำบอกเล่าของวงการ ยังไม่พบเอกสารราชการหรือบันทึกของวัดฉบับเต็มที่เผยแพร่ให้ตรวจสอบได้โดยตรง รายละเอียดอย่างวันที่ จำนวนพระ และปีที่ลักลอบ จึงควรถือเป็นข้อมูลที่หลายแหล่งยืนยันตรงกันในภาพรวมแต่ยังต่างกันในรายละเอียด สำหรับผู้ศึกษา การแยกกรุเก่ากับกรุใหม่ยังเป็นวิชาพื้นฐาน เพราะพิมพ์เดียวกันอาจมีผิวและคราบต่างกันมากตามตำแหน่งในกรุและยุคที่ออกมา
#ที่มาการครอบครอง
#โต พฺรหฺมรํสี
#บางขุนพรหม
Comments
No comments yet — be the first to comment