Handed-down folklore
History
ผงวิเศษห้าประการ ในพระสมเด็จ
Views
2
Sources
4
พระสมเด็จวัดระฆังฯ ได้รับการยกย่องในวงการว่าเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง และเหตุผลที่ผู้สะสมพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ คือเรื่องมวลสาร โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกกันว่าผงวิเศษห้าประการ ได้แก่ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ตามตำราสายพระสมเด็จ ผงเหล่านี้ไม่ได้เป็นของที่หาซื้อได้ แต่เกิดจากการทำด้วยตนเองของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ตามวิชาที่ท่านร่ำเรียนมาตั้งแต่เป็นสามเณร ก่อนเล่าต่อ ควรบอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าเรื่องสูตรและกรรมวิธีทำผงทั้งหมดนี้มาจากตำราพระเครื่องที่เรียบเรียงขึ้นหลังสมัยท่านหลายสิบปี ไม่มีบันทึกของตัวท่านเองหรือเอกสารร่วมสมัยยืนยัน
หนังสือเล่มสำคัญที่วงการมักอ้างคือประวัติและเกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ของฉันทิชัย (ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์) พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2495 ซึ่งเล่าว่าท่านกวดขันเรื่องการปั้นแท่งดินสอพองสำหรับเขียนพระคาถาเป็นอย่างมาก ส่วนผสมที่ระบุไว้มีทั้งดินโป่งเจ็ดโป่ง ดินตีนท่าเจ็ดท่า ดินหลักเมืองเจ็ดหลัก ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาในพระอุโบสถ ไคลเสมา ไคลประตูวัง ไคลเสาตะลุงช้างเผือก กระแจะตะนาว และดอกไม้ใบไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ ยอดรักซ้อน นำทั้งหมดมาผสม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วปั้นเป็นแท่งดินสอ
กรรมวิธีที่ตรียัมปวาย ผู้เขียนตำราพระเครื่องรุ่นบุกเบิก อธิบายไว้คือ ผงทั้งห้าไม่ได้เป็นผงห้ากองแยกจากกัน แต่เป็นผงชุดเดียวที่ผ่านการทำซ้ำเป็นลำดับ เริ่มจากใช้ดินสอเขียนสูตรปถมังบนกระดานชนวน บริกรรมคาถาจนจบ แล้วลบเก็บผงไว้ นำผงนั้นมาปั้นเป็นดินสอแท่งใหม่เพื่อเขียนสูตรอิทธิเจ แล้วลบอีก ทำต่อไปเป็นมหาราชและพุทธคุณ จนถึงตรีนิสิงเหเป็นขั้นสุดท้าย เล่ากันว่าการทำผงเหล่านี้ทำในพระอุโบสถ ผงที่ผ่านครบห้าขั้นจึงถือว่าเข้มข้นที่สุดในทางความเชื่อ
ตำราแต่ละเล่มยังให้ความหมายของผงแต่ละชนิดไว้ ซึ่งควรอ่านในฐานะคติความเชื่อ ไม่ใช่คำรับรองผลใด ๆ ผงปถมังถูกผูกกับความคงทนแคล้วคลาด ผงอิทธิเจกับเมตตามหานิยม ผงมหาราชกับการป้องกันและถอนคุณไสย ผงพุทธคุณกับเมตตาและการกำบัง ส่วนผงตรีนิสิงเหกับเมตตาและการปัดเป่าสิ่งอัปมงคล รายละเอียดเหล่านี้ต่างกันไปบ้างในแต่ละตำรา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าหลายทอด
เมื่อพ้นจากเรื่องผงวิเศษ ส่วนที่เป็นเนื้อพระจริงนั้นมีความชัดเจนกว่า เนื้อหลักของพระสมเด็จคือปูนเปลือกหอยที่ตำจนละเอียด ผสมมวลสารอื่นที่ตำราและผู้ชำนาญการพบร่วมกัน เช่น เยื่อกระดาษ ข้าวสุก กล้วย ผงเกสรดอกไม้ เศษจีวร และผงใบลานเผา ตัวประสานที่ช่วยไม่ให้เนื้อแตกร้าวคือน้ำมันตังอิ๊ว ซึ่งหลายตำราเล่าว่าท่านใช้ตามคำแนะนำของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในรัชกาลที่ 4 ผู้ที่วงการยกให้เป็นผู้ออกแบบพิมพ์ทรงมาตรฐานด้วย คราบน้ำมันตังอิ๊วที่พบบนผิวพระสมเด็จวัดระฆังฯ และบางขุนพรหมจำนวนมาก คือหลักฐานทางกายภาพที่สอดคล้องกับเรื่องเล่านี้
ส่วนผสมที่มีทั้งปูนและอินทรียวัตถุทำให้เนื้อพระเก่าเกิดลักษณะที่นักสะสมใช้พิจารณา เช่น ความหนึกนุ่ม ผิวที่มีรอยแตกลายงาละเอียด และการหดตัวของเนื้อรอบเม็ดมวลสาร ซึ่งเลียนแบบได้ยาก ตำราจำนวนมากยังเล่าตรงกันว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ สร้างทีละน้อยด้วยความประณีต ท่านทำเองวันละไม่กี่องค์ ตากแห้งแล้วแจกผู้มาทำบุญโดยไม่ได้บรรจุกรุ ต่างจากพระสมเด็จบางขุนพรหมที่เสมียนตราด้วงสร้างจำนวนมากราว พ.ศ. 2413 โดยสมเด็จโตให้ยืมแม่พิมพ์และมอบผงวิเศษมาผสม แล้วนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ พิมพ์ที่วงการถือเป็นมาตรฐานของฝั่งวัดระฆังฯ มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เกศบัวตูม และพิมพ์ปรกโพธิ์ บางตำรานับพิมพ์เศียรบาตรอกครุฑเพิ่มอีกพิมพ์
สมเด็จโตมรณภาพเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 การสร้างพระสมเด็จจึงอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน แต่ปีที่เริ่มสร้างแน่ชัดยังไม่มีหลักฐานยืนยัน สรุปได้ว่า ส่วนที่เป็นวัตถุ เช่น เนื้อปูน น้ำมันตังอิ๊ว และมวลสาร ตรวจดูได้จากองค์พระจริง ส่วนเรื่องผงวิเศษห้าประการเป็นคติของสายวิชาที่บันทึกผ่านตำราชั้นหลัง แม้จะเล่าตรงกันในโครงหลัก แต่ก็มาจากสายคำบอกเล่าเดียวกัน กระนั้นกรรมวิธีเขียนแล้วลบอักขระเพื่อทำผงก็ยังเป็นธรรมเนียมที่พระเกจิสายผงหลายสำนักถือปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน
หนังสือเล่มสำคัญที่วงการมักอ้างคือประวัติและเกียรติคุณของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ของฉันทิชัย (ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์) พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2495 ซึ่งเล่าว่าท่านกวดขันเรื่องการปั้นแท่งดินสอพองสำหรับเขียนพระคาถาเป็นอย่างมาก ส่วนผสมที่ระบุไว้มีทั้งดินโป่งเจ็ดโป่ง ดินตีนท่าเจ็ดท่า ดินหลักเมืองเจ็ดหลัก ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาในพระอุโบสถ ไคลเสมา ไคลประตูวัง ไคลเสาตะลุงช้างเผือก กระแจะตะนาว และดอกไม้ใบไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล เช่น ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ ยอดรักซ้อน นำทั้งหมดมาผสม ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แล้วปั้นเป็นแท่งดินสอ
กรรมวิธีที่ตรียัมปวาย ผู้เขียนตำราพระเครื่องรุ่นบุกเบิก อธิบายไว้คือ ผงทั้งห้าไม่ได้เป็นผงห้ากองแยกจากกัน แต่เป็นผงชุดเดียวที่ผ่านการทำซ้ำเป็นลำดับ เริ่มจากใช้ดินสอเขียนสูตรปถมังบนกระดานชนวน บริกรรมคาถาจนจบ แล้วลบเก็บผงไว้ นำผงนั้นมาปั้นเป็นดินสอแท่งใหม่เพื่อเขียนสูตรอิทธิเจ แล้วลบอีก ทำต่อไปเป็นมหาราชและพุทธคุณ จนถึงตรีนิสิงเหเป็นขั้นสุดท้าย เล่ากันว่าการทำผงเหล่านี้ทำในพระอุโบสถ ผงที่ผ่านครบห้าขั้นจึงถือว่าเข้มข้นที่สุดในทางความเชื่อ
ตำราแต่ละเล่มยังให้ความหมายของผงแต่ละชนิดไว้ ซึ่งควรอ่านในฐานะคติความเชื่อ ไม่ใช่คำรับรองผลใด ๆ ผงปถมังถูกผูกกับความคงทนแคล้วคลาด ผงอิทธิเจกับเมตตามหานิยม ผงมหาราชกับการป้องกันและถอนคุณไสย ผงพุทธคุณกับเมตตาและการกำบัง ส่วนผงตรีนิสิงเหกับเมตตาและการปัดเป่าสิ่งอัปมงคล รายละเอียดเหล่านี้ต่างกันไปบ้างในแต่ละตำรา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของความรู้ที่ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าหลายทอด
เมื่อพ้นจากเรื่องผงวิเศษ ส่วนที่เป็นเนื้อพระจริงนั้นมีความชัดเจนกว่า เนื้อหลักของพระสมเด็จคือปูนเปลือกหอยที่ตำจนละเอียด ผสมมวลสารอื่นที่ตำราและผู้ชำนาญการพบร่วมกัน เช่น เยื่อกระดาษ ข้าวสุก กล้วย ผงเกสรดอกไม้ เศษจีวร และผงใบลานเผา ตัวประสานที่ช่วยไม่ให้เนื้อแตกร้าวคือน้ำมันตังอิ๊ว ซึ่งหลายตำราเล่าว่าท่านใช้ตามคำแนะนำของหลวงวิจารณ์เจียรนัย ช่างทองหลวงในรัชกาลที่ 4 ผู้ที่วงการยกให้เป็นผู้ออกแบบพิมพ์ทรงมาตรฐานด้วย คราบน้ำมันตังอิ๊วที่พบบนผิวพระสมเด็จวัดระฆังฯ และบางขุนพรหมจำนวนมาก คือหลักฐานทางกายภาพที่สอดคล้องกับเรื่องเล่านี้
ส่วนผสมที่มีทั้งปูนและอินทรียวัตถุทำให้เนื้อพระเก่าเกิดลักษณะที่นักสะสมใช้พิจารณา เช่น ความหนึกนุ่ม ผิวที่มีรอยแตกลายงาละเอียด และการหดตัวของเนื้อรอบเม็ดมวลสาร ซึ่งเลียนแบบได้ยาก ตำราจำนวนมากยังเล่าตรงกันว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ สร้างทีละน้อยด้วยความประณีต ท่านทำเองวันละไม่กี่องค์ ตากแห้งแล้วแจกผู้มาทำบุญโดยไม่ได้บรรจุกรุ ต่างจากพระสมเด็จบางขุนพรหมที่เสมียนตราด้วงสร้างจำนวนมากราว พ.ศ. 2413 โดยสมเด็จโตให้ยืมแม่พิมพ์และมอบผงวิเศษมาผสม แล้วนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ พิมพ์ที่วงการถือเป็นมาตรฐานของฝั่งวัดระฆังฯ มีพิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เกศบัวตูม และพิมพ์ปรกโพธิ์ บางตำรานับพิมพ์เศียรบาตรอกครุฑเพิ่มอีกพิมพ์
สมเด็จโตมรณภาพเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 การสร้างพระสมเด็จจึงอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน แต่ปีที่เริ่มสร้างแน่ชัดยังไม่มีหลักฐานยืนยัน สรุปได้ว่า ส่วนที่เป็นวัตถุ เช่น เนื้อปูน น้ำมันตังอิ๊ว และมวลสาร ตรวจดูได้จากองค์พระจริง ส่วนเรื่องผงวิเศษห้าประการเป็นคติของสายวิชาที่บันทึกผ่านตำราชั้นหลัง แม้จะเล่าตรงกันในโครงหลัก แต่ก็มาจากสายคำบอกเล่าเดียวกัน กระนั้นกรรมวิธีเขียนแล้วลบอักขระเพื่อทำผงก็ยังเป็นธรรมเนียมที่พระเกจิสายผงหลายสำนักถือปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน
#ประวัติศาสตร์
#โต พฺรหฺมรํสี
#พระสมเด็จวัดระฆัง
#มวลสาร
Comments
No comments yet — be the first to comment