Handed-down folklore
Legend
สมเด็จโตกับแม่นากพระโขนง — เมื่อพระผู้ใหญ่ปราบผีที่โด่งดังที่สุดของสยาม
Views
2
Sources
4
เรื่องแม่นากพระโขนงเป็นเรื่องผีที่คนไทยรู้จักกันแทบทุกบ้าน โครงเรื่องที่เล่าซ้ำกันมากที่สุดคือหญิงสาวชื่อนากแห่งย่านพระโขนงตั้งครรภ์อยู่ขณะที่สามีต้องไปรับราชการทหารที่บางกอก นางคลอดลูกไม่ได้และสิ้นใจไปพร้อมลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลมที่ยังเฝ้ารอสามีอยู่ในเรือน เมื่อสามีกลับมาก็ไม่รู้ว่าภรรยาตายไปแล้ว ใครเตือนก็ไม่เชื่อ จนวันหนึ่งเห็นนางเอื้อมแขนยาวผิดมนุษย์ลอดร่องพื้นเรือนลงไปเก็บมะนาวที่ตกใต้ถุน จึงรู้ความจริงแล้วหนีไปพึ่งวัด ฝ่ายผีนางนากก็ออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คนทั้งย่าน จนไม่มีใครกล้าผ่านคลองพระโขนงยามค่ำ
ตอนจบของเรื่องในสำนวนที่แพร่หลายคือการมาถึงของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เล่ากันว่าท่านไปค้างที่วัดมหาบุศย์ ตกค่ำก็ไปนั่งที่ปากหลุมแล้วเรียกนางนากขึ้นมาสนทนา จากนั้นเจาะเอากระดูกหน้าผากของนางมาขัดจนเป็นมัน ลงอักขระยันต์ไว้ทั่ว แล้วทำเป็นปั้นเหน่งหรือหัวเข็มขัดคาดเอวติดตัวไปทุกหน ผีแม่นากก็สงบลงนับแต่นั้น การปราบในเรื่องนี้จึงไม่ได้เกิดจากการข่มด้วยอาคมอย่างหมอผี แต่เป็นการพูดจาให้ดวงวิญญาณยอมวางความผูกพันลง ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์พระผู้ใหญ่สายเมตตาที่ผู้คนรู้จัก
เมื่อไล่ดูหลักฐานจริง เรื่องกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เอนก นาวิกมูล ผู้ค้นคว้าเรื่องนี้อย่างละเอียดและรวบรวมไว้ในหนังสือ "เปิดตำนานแม่นากพระโขนง" พบว่าข้อเขียนเก่าที่สุดที่ค้นเจอคือของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ในหนังสือพิมพ์สยามประเภท ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2442 ซึ่งเล่าว่าพระศรีสมโภช (บุศย์) ผู้สร้างวัดมหาบุศย์ เคยเล่าเรื่องอำแดงนากถวายกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส โดยระบุว่าเหตุเกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 ในฉบับนี้อำแดงนากมีตัวตนจริง แต่ผีที่ลือกันกลับเป็นผีปลอม คือลูก ๆ ของนางเกรงว่าบิดาจะมีภรรยาใหม่และทรัพย์สินจะถูกแบ่ง จึงให้คนแอบขว้างปาเรือที่ผ่านป่าช้าเพื่อให้คนเชื่อว่าผีแม่เฮี้ยน และสามีของนางในฉบับนี้ชื่อนายชุ่ม ไม่ใช่นายมาก ชื่อ "มาก" เพิ่งปรากฏในบทละครร้องเรื่อง "อีนากพระโขนง" ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2454 ซึ่งเล่นติดต่อกันหลายสิบคืนจนเรื่องนี้ติดตลาด
ส่วนความเกี่ยวข้องกับสมเด็จโต หลักฐานที่เล่าไว้ตรง ๆ มีชิ้นเดียว คือหนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) เรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. 2473 โดยอ้างคำบอกเล่าของเจ้านายฝ่ายวังหลังที่ไม่ระบุนาม หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นหลังสมเด็จโตมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2415 นานเกือบหกสิบปี จึงยังพิสูจน์ไม่ได้ และมีผู้แย้งว่าพระเถระชั้นสมเด็จไม่น่าจะไปข้องแวะกับผีชาวบ้านถึงขั้นเอากระดูกหน้าผากมาคาดเอว เรื่องนี้จึงควรอ่านเป็นตำนานที่ผูกบุคคลจริงเข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์
ร่องรอยของปั้นเหน่งกลายเป็นเรื่องสืบสวนอีกชั้นหนึ่ง ตามคำเล่าชุดเดียวกัน สมเด็จโตมอบปั้นเหน่งให้หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์) กับพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ต่อมาไปอยู่ในความครอบครองของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่วังนางเลิ้ง เอนกตามสืบต่อจนได้ความว่ากระดูกชิ้นนี้เคยอยู่ที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯ แล้วถูกขนไปไว้ที่วัดโพธิ์ ก่อนจะหายไปจากการรับรู้ ขณะที่อีกสายหนึ่งเล่าว่าเคยมีผู้เห็นวัตถุนี้อยู่กับพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร จนถึงวันนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าของจริงอยู่ที่ใด
ที่แน่นอนคือตำนานนี้หยั่งรากลงในพื้นที่จริงแล้ว ศาลแม่นากตั้งอยู่ข้างป่าช้าวัดมหาบุศย์ ในซอยสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) เขตสวนหลวง ผู้คนที่ไปกราบไหว้เรียกนางอย่างเคารพว่า "ย่านาก" และส่วนใหญ่ขอพรเรื่องความรักและครอบครัว สะท้อนว่าภาพจำของแม่นากได้เปลี่ยนจากผีร้ายเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่ยอมจากกัน ขณะเดียวกันเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างซ้ำเป็นละครและภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยภาพยนตร์ "นางนาก" ปี 2542 เป็นฉบับที่ถูกพูดถึงมากที่สุดฉบับหนึ่ง และหลายฉบับก็ยังให้สมเด็จโตปรากฏตัวในฉากคลี่คลายเรื่อง
สำหรับคนในวงการพระเครื่อง ตำนานนี้ช่วยตอกย้ำภาพของสมเด็จโตในฐานะพระผู้ทรงเมตตาที่อยู่เหนืออาถรรพ์ทั้งปวง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อของท่านผูกกับพระสมเด็จและบทสวดชินบัญชรแน่นแฟ้นขึ้นในใจคน อย่างไรก็ดี ผู้อ่านควรแยกให้ออกว่าพระสมเด็จที่ท่านสร้างเป็นประวัติที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่ามาก ส่วนเรื่องปราบผีแม่นากและปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีเอกสารร่วมสมัยรองรับ และเสน่ห์ของมันก็อยู่ตรงช่องว่างระหว่างสิ่งที่พิสูจน์ได้กับสิ่งที่ผู้คนอยากเชื่อนั่นเอง
ตอนจบของเรื่องในสำนวนที่แพร่หลายคือการมาถึงของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เล่ากันว่าท่านไปค้างที่วัดมหาบุศย์ ตกค่ำก็ไปนั่งที่ปากหลุมแล้วเรียกนางนากขึ้นมาสนทนา จากนั้นเจาะเอากระดูกหน้าผากของนางมาขัดจนเป็นมัน ลงอักขระยันต์ไว้ทั่ว แล้วทำเป็นปั้นเหน่งหรือหัวเข็มขัดคาดเอวติดตัวไปทุกหน ผีแม่นากก็สงบลงนับแต่นั้น การปราบในเรื่องนี้จึงไม่ได้เกิดจากการข่มด้วยอาคมอย่างหมอผี แต่เป็นการพูดจาให้ดวงวิญญาณยอมวางความผูกพันลง ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์พระผู้ใหญ่สายเมตตาที่ผู้คนรู้จัก
เมื่อไล่ดูหลักฐานจริง เรื่องกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เอนก นาวิกมูล ผู้ค้นคว้าเรื่องนี้อย่างละเอียดและรวบรวมไว้ในหนังสือ "เปิดตำนานแม่นากพระโขนง" พบว่าข้อเขียนเก่าที่สุดที่ค้นเจอคือของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ในหนังสือพิมพ์สยามประเภท ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2442 ซึ่งเล่าว่าพระศรีสมโภช (บุศย์) ผู้สร้างวัดมหาบุศย์ เคยเล่าเรื่องอำแดงนากถวายกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส โดยระบุว่าเหตุเกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 ในฉบับนี้อำแดงนากมีตัวตนจริง แต่ผีที่ลือกันกลับเป็นผีปลอม คือลูก ๆ ของนางเกรงว่าบิดาจะมีภรรยาใหม่และทรัพย์สินจะถูกแบ่ง จึงให้คนแอบขว้างปาเรือที่ผ่านป่าช้าเพื่อให้คนเชื่อว่าผีแม่เฮี้ยน และสามีของนางในฉบับนี้ชื่อนายชุ่ม ไม่ใช่นายมาก ชื่อ "มาก" เพิ่งปรากฏในบทละครร้องเรื่อง "อีนากพระโขนง" ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2454 ซึ่งเล่นติดต่อกันหลายสิบคืนจนเรื่องนี้ติดตลาด
ส่วนความเกี่ยวข้องกับสมเด็จโต หลักฐานที่เล่าไว้ตรง ๆ มีชิ้นเดียว คือหนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) เรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. 2473 โดยอ้างคำบอกเล่าของเจ้านายฝ่ายวังหลังที่ไม่ระบุนาม หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นหลังสมเด็จโตมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2415 นานเกือบหกสิบปี จึงยังพิสูจน์ไม่ได้ และมีผู้แย้งว่าพระเถระชั้นสมเด็จไม่น่าจะไปข้องแวะกับผีชาวบ้านถึงขั้นเอากระดูกหน้าผากมาคาดเอว เรื่องนี้จึงควรอ่านเป็นตำนานที่ผูกบุคคลจริงเข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์
ร่องรอยของปั้นเหน่งกลายเป็นเรื่องสืบสวนอีกชั้นหนึ่ง ตามคำเล่าชุดเดียวกัน สมเด็จโตมอบปั้นเหน่งให้หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์) กับพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ต่อมาไปอยู่ในความครอบครองของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่วังนางเลิ้ง เอนกตามสืบต่อจนได้ความว่ากระดูกชิ้นนี้เคยอยู่ที่ศาลกรมหลวงชุมพรฯ แล้วถูกขนไปไว้ที่วัดโพธิ์ ก่อนจะหายไปจากการรับรู้ ขณะที่อีกสายหนึ่งเล่าว่าเคยมีผู้เห็นวัตถุนี้อยู่กับพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร จนถึงวันนี้ไม่มีใครยืนยันได้ว่าของจริงอยู่ที่ใด
ที่แน่นอนคือตำนานนี้หยั่งรากลงในพื้นที่จริงแล้ว ศาลแม่นากตั้งอยู่ข้างป่าช้าวัดมหาบุศย์ ในซอยสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) เขตสวนหลวง ผู้คนที่ไปกราบไหว้เรียกนางอย่างเคารพว่า "ย่านาก" และส่วนใหญ่ขอพรเรื่องความรักและครอบครัว สะท้อนว่าภาพจำของแม่นากได้เปลี่ยนจากผีร้ายเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ไม่ยอมจากกัน ขณะเดียวกันเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างซ้ำเป็นละครและภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยภาพยนตร์ "นางนาก" ปี 2542 เป็นฉบับที่ถูกพูดถึงมากที่สุดฉบับหนึ่ง และหลายฉบับก็ยังให้สมเด็จโตปรากฏตัวในฉากคลี่คลายเรื่อง
สำหรับคนในวงการพระเครื่อง ตำนานนี้ช่วยตอกย้ำภาพของสมเด็จโตในฐานะพระผู้ทรงเมตตาที่อยู่เหนืออาถรรพ์ทั้งปวง และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อของท่านผูกกับพระสมเด็จและบทสวดชินบัญชรแน่นแฟ้นขึ้นในใจคน อย่างไรก็ดี ผู้อ่านควรแยกให้ออกว่าพระสมเด็จที่ท่านสร้างเป็นประวัติที่มีหลักฐานหนักแน่นกว่ามาก ส่วนเรื่องปราบผีแม่นากและปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากยังคงเป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีเอกสารร่วมสมัยรองรับ และเสน่ห์ของมันก็อยู่ตรงช่องว่างระหว่างสิ่งที่พิสูจน์ได้กับสิ่งที่ผู้คนอยากเชื่อนั่นเอง
#ตำนาน
#แม่นากพระโขนง
#สมเด็จโต
#วัดมหาบุศย์
Comments
No comments yet — be the first to comment