Corroborated by multiple sources
History
หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง — พระใหญ่ที่เก่ากว่ากรุงศรีอยุธยา 26 ปี
Views
2
Sources
4
ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1893 บริเวณปากแม่น้ำป่าสักทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะเมืองมีชุมชนและวัดวาอารามอยู่แล้ว หลักฐานที่มักยกมาอ้างคือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัดพนัญเชิง ที่ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อโต และมีพระนามทางการว่าพระพุทธไตรรัตนนายก พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นพงศาวดารฉบับที่ศักราชน่าเชื่อถือที่สุดฉบับหนึ่ง บันทึกว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างในจุลศักราช 686 ตรงกับ พ.ศ. 1867 คือก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี ข้อมูลนี้ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและวิกิพีเดียอ้างตรงกัน
หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิ ขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของอยุธยา ตัวเลขขนาดที่อ้างกันมีแตกต่างกันบ้าง แหล่งหนึ่งระบุหน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร อีกแหล่งให้ตัวเลขกว้างราว 20 เมตร สูงราว 19 เมตร ความต่างนี้อาจมาจากวิธีวัดที่ต่างกัน ส่วนชื่อวัดพนัญเชิงนั้น นิตยสารสารคดีอธิบายว่ามาจากคำเขมรที่หมายถึงท่านั่งขัดสมาธิ ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางขององค์พระประธาน
พระพุทธรูปองค์นี้ผ่านการซ่อมแซมมาหลายยุค ครั้งสำคัญคือในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ปฏิสังขรณ์ และพระราชทานนามว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามที่ใช้เป็นทางการมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระรอดพ้นจากการทำลายครั้งเสียกรุงมาได้ และยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวกรุงเก่ามาจนทุกวันนี้
เรื่องที่ทำให้หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือบันทึกเรื่องน้ำพระเนตรไหล คอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ของญาดา อารัมภีร ยกความจากคำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งรวบรวมลางร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 หนึ่งในนั้นคือพระพุทธปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหลออกมา ควรเข้าใจว่านี่เป็นบันทึกในฐานะลางบอกเหตุตามคติของคนยุคนั้น เอกสารประเภทคำให้การถูกรวบรวมจากความทรงจำของผู้คนหลังเหตุการณ์ จึงไม่ใช่รายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ แต่ก็สะท้อนว่าคนอยุธยาผูกพันกับพระองค์นี้ลึกซึ้งเพียงใด จนเชื่อว่าพระก็หลั่งน้ำตาให้บ้านเมือง
อีกตำนานหนึ่งที่ผูกพันกับวัดนี้คือเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก ปรากฏในพงศาวดารเหนือและคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งอโยธยาได้พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนมาเป็นมเหสี เมื่อเรือมาถึงปากน้ำ พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ได้เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางน้อยพระทัยจนกลั้นพระทัยสิ้นพระชนม์ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงถวายพระเพลิงที่แหลมบางกะจะ แล้วสถาปนาที่นั้นเป็นพระอารามชื่อวัดพระเจ้าพนัญเชิง นักวิชาการมองว่าเรื่องนี้มีลักษณะเป็นตำนานพื้นบ้าน เพราะเนื้อหาในเอกสารสองฉบับไม่ตรงกันและหาหลักฐานร่วมสมัยไม่ได้ ถึงอย่างนั้นตำนานก็มีชีวิตอยู่จริงในสังคม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนตำนานพระนางสร้อยดอกหมากเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใน พ.ศ. 2567
ภายในวัดมีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนเคารพบูชาเรื่องความรักและบุตร นิตยสารสารคดีตั้งข้อสังเกตว่าศาลนี้อาจซ้อนทับกับคติบูชาเจ้าแม่ทับทิม เทพีผู้คุ้มครองชาวเรือจากชายฝั่งจีนตอนใต้ ขณะเดียวกันชาวจีนก็นับถือหลวงพ่อโตในนามซำปอกง ทำให้วัดพนัญเชิงเป็นจุดที่ศรัทธาแบบไทยกับแบบจีนมาบรรจบกันอย่างกลมกลืน บรรยากาศช่วงเทศกาลตรุษจีนและงานประจำปีจึงคึกคักด้วยผู้คนทั้งสองวัฒนธรรม
สำหรับนักสะสม วัดพนัญเชิงเคยจัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลรูปหลวงพ่อโตไว้หลายวาระ ซึ่งมีผู้นิยมเก็บไว้ในฐานะของที่ระลึกจากพระพุทธรูปที่เก่ากว่าตัวกรุงศรีอยุธยาเอง สิ่งที่ควรจำไว้เมื่ออ่านประวัติของพระองค์นี้คือ ปีสร้าง พ.ศ. 1867 มาจากพงศาวดาร เรื่องน้ำพระเนตรไหลมาจากเอกสารคำให้การในฐานะลางบอกเหตุ และเรื่องพระนางสร้อยดอกหมากเป็นตำนานที่ได้รับการยอมรับในฐานะมรดกวัฒนธรรม แต่ละชั้นของเรื่องมีน้ำหนักของหลักฐานไม่เท่ากัน และความงดงามของเรื่องก็อยู่ที่ความทับซ้อนเหล่านี้เอง
หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิ ขนาดใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของอยุธยา ตัวเลขขนาดที่อ้างกันมีแตกต่างกันบ้าง แหล่งหนึ่งระบุหน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร อีกแหล่งให้ตัวเลขกว้างราว 20 เมตร สูงราว 19 เมตร ความต่างนี้อาจมาจากวิธีวัดที่ต่างกัน ส่วนชื่อวัดพนัญเชิงนั้น นิตยสารสารคดีอธิบายว่ามาจากคำเขมรที่หมายถึงท่านั่งขัดสมาธิ ซึ่งสอดคล้องกับท่าทางขององค์พระประธาน
พระพุทธรูปองค์นี้ผ่านการซ่อมแซมมาหลายยุค ครั้งสำคัญคือในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ปฏิสังขรณ์ และพระราชทานนามว่าพระพุทธไตรรัตนนายก นามที่ใช้เป็นทางการมาจนถึงปัจจุบัน องค์พระรอดพ้นจากการทำลายครั้งเสียกรุงมาได้ และยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวกรุงเก่ามาจนทุกวันนี้
เรื่องที่ทำให้หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงเป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือบันทึกเรื่องน้ำพระเนตรไหล คอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ของญาดา อารัมภีร ยกความจากคำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งรวบรวมลางร้ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 หนึ่งในนั้นคือพระพุทธปฏิมากรใหญ่ที่วัดพนัญเชิงมีน้ำพระเนตรไหลออกมา ควรเข้าใจว่านี่เป็นบันทึกในฐานะลางบอกเหตุตามคติของคนยุคนั้น เอกสารประเภทคำให้การถูกรวบรวมจากความทรงจำของผู้คนหลังเหตุการณ์ จึงไม่ใช่รายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่ตรวจสอบได้ แต่ก็สะท้อนว่าคนอยุธยาผูกพันกับพระองค์นี้ลึกซึ้งเพียงใด จนเชื่อว่าพระก็หลั่งน้ำตาให้บ้านเมือง
อีกตำนานหนึ่งที่ผูกพันกับวัดนี้คือเรื่องพระนางสร้อยดอกหมาก ปรากฏในพงศาวดารเหนือและคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งแห่งอโยธยาได้พระราชธิดาของพระเจ้ากรุงจีนมาเป็นมเหสี เมื่อเรือมาถึงปากน้ำ พระเจ้าสายน้ำผึ้งไม่ได้เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางน้อยพระทัยจนกลั้นพระทัยสิ้นพระชนม์ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงถวายพระเพลิงที่แหลมบางกะจะ แล้วสถาปนาที่นั้นเป็นพระอารามชื่อวัดพระเจ้าพนัญเชิง นักวิชาการมองว่าเรื่องนี้มีลักษณะเป็นตำนานพื้นบ้าน เพราะเนื้อหาในเอกสารสองฉบับไม่ตรงกันและหาหลักฐานร่วมสมัยไม่ได้ ถึงอย่างนั้นตำนานก็มีชีวิตอยู่จริงในสังคม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนตำนานพระนางสร้อยดอกหมากเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใน พ.ศ. 2567
ภายในวัดมีศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนเคารพบูชาเรื่องความรักและบุตร นิตยสารสารคดีตั้งข้อสังเกตว่าศาลนี้อาจซ้อนทับกับคติบูชาเจ้าแม่ทับทิม เทพีผู้คุ้มครองชาวเรือจากชายฝั่งจีนตอนใต้ ขณะเดียวกันชาวจีนก็นับถือหลวงพ่อโตในนามซำปอกง ทำให้วัดพนัญเชิงเป็นจุดที่ศรัทธาแบบไทยกับแบบจีนมาบรรจบกันอย่างกลมกลืน บรรยากาศช่วงเทศกาลตรุษจีนและงานประจำปีจึงคึกคักด้วยผู้คนทั้งสองวัฒนธรรม
สำหรับนักสะสม วัดพนัญเชิงเคยจัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคลรูปหลวงพ่อโตไว้หลายวาระ ซึ่งมีผู้นิยมเก็บไว้ในฐานะของที่ระลึกจากพระพุทธรูปที่เก่ากว่าตัวกรุงศรีอยุธยาเอง สิ่งที่ควรจำไว้เมื่ออ่านประวัติของพระองค์นี้คือ ปีสร้าง พ.ศ. 1867 มาจากพงศาวดาร เรื่องน้ำพระเนตรไหลมาจากเอกสารคำให้การในฐานะลางบอกเหตุ และเรื่องพระนางสร้อยดอกหมากเป็นตำนานที่ได้รับการยอมรับในฐานะมรดกวัฒนธรรม แต่ละชั้นของเรื่องมีน้ำหนักของหลักฐานไม่เท่ากัน และความงดงามของเรื่องก็อยู่ที่ความทับซ้อนเหล่านี้เอง
#วัดพนัญเชิง
#พระพุทธไตรรัตนนายก
#อยุธยา
#สร้อยดอกหมาก
Comments
No comments yet — be the first to comment