Corroborated by multiple sources
History
หลวงพ่อโตวัดไชโยที่พังทลาย — ต้นทางของพระสมเด็จเกศไชโย แห่งอ่างทอง
Views
2
Sources
3
ใครที่ล่องเรือหรือขับรถเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง จะเห็นหลังคาพระวิหารขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ริมฝั่งตะวันตก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิองค์มหึมาที่ชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อโต นี่คือวัดไชโยวรวิหาร ที่คนในวงการพระเครื่องคุ้นเคยในชื่อวัดเกศไชโย ชื่อหลังนี้เป็นชื่อเรียกขานตามความนิยม ส่วนชื่อทางราชการคือวัดไชโยวรวิหาร และเอกสารของจังหวัดเองก็สะกดชื่อพระว่าพระสมเด็จเกษไชโย การสะกดที่ไม่ตรงกันนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่นักสะสมจะพบเห็น
ประวัติของวัดก่อนหน้านั้นไม่ชัดเจน ทราบเพียงว่าเป็นวัดเก่าของท้องถิ่น จุดเปลี่ยนมาถึงในรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เลือกวัดนี้เป็นที่สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทองระบุว่าการสร้างใช้เวลาเกือบสามปี องค์พระก่อด้วยอิฐถือปูน ส่วนเหตุผลที่ท่านเลือกไชโยนั้น มีเรื่องเล่าหลายกระแส บ้างว่าเป็นถิ่นที่ท่านเคยพำนักสมัยเยาว์ บ้างว่าสร้างอุทิศแด่บุพการี และมีการตีความชื่อเกศไชโยว่ามาจากชื่อญาติของท่าน เรื่องเหล่านี้เป็นคำบอกเล่าของวงการที่ยังหาหลักฐานร่วมสมัยยืนยันไม่ได้ ควรฟังแบบเรื่องเล่าเท่านั้น
ที่วงการพระให้ความสำคัญคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้สร้างพระพิมพ์เนื้อผงจำนวนหนึ่งและนำไปบรรจุไว้ในองค์พระใหญ่ พระกลุ่มนี้คือสิ่งที่ต่อมาเรียกว่าพระสมเด็จเกศไชโย ลักษณะเด่นคือฐานพระซ้อนกันหลายชั้น ที่พบมากคือพิมพ์ 6 ชั้นและ 7 ชั้น ภายหลังวงการได้แยกย่อยออกเป็นพิมพ์นิยมราวสิบกว่าพิมพ์ ตามลักษณะหู ไหล่ อก และเข่า เช่น อกตัน อกร่อง หรือเข่ากลม นักสะสมจำนวนมากนับพระเกศไชโยเป็นหนึ่งในสามสายหลักของพระที่เชื่อว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้สร้าง ควบคู่กับพระสมเด็จวัดระฆังและพระสมเด็จบางขุนพรหม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มรณภาพใน พ.ศ. 2415 และเหตุการณ์สำคัญที่สุดของหลวงพ่อโตวัดไชโยเกิดขึ้นหลังจากนั้นราวสิบห้าปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิสังขรณ์วัดและสร้างพระวิหารครอบองค์พระ ตามข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง ใน พ.ศ. 2430 องค์พระพุทธรูปรับแรงสั่นสะเทือนจากการก่อสร้างพระวิหารไม่ไหวและพังทลายลง แหล่งข้อมูลอื่นอธิบายตรงกันว่าเป็นผลจากการกระทุ้งรากฐานของอาคาร ส่วนที่มีผู้เล่าว่าองค์พระเคยพังลงตั้งแต่ครั้งสมเด็จฯ ยังสร้างไม่เสร็จนั้น ยังไม่พบในเอกสารทางการที่ตรวจสอบได้
การพังทลายครั้งนั้นทำให้พระพิมพ์ที่บรรจุอยู่ภายในกระจัดกระจายออกมาเป็นครั้งแรก ไทยรัฐออนไลน์ซึ่งรวบรวมคำบอกเล่าของวงการระบุว่า ราว พ.ศ. 2430 มีผู้พบพระผงกระจายอยู่ในซากองค์พระและเก็บไปจำนวนหนึ่ง และในการบูรณะอีกครั้งราว พ.ศ. 2460 ก็มีพระหลุดออกมาอีก มีเรื่องเล่าว่าทางวัดและทางการเคยเรียกให้ชาวบ้านนำพระที่เก็บไปมาคืน การเปิดกรุพระเกศไชโยจึงไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่มีพิธีรีตองชัดเจน แต่เป็นการที่พระทยอยออกสู่มือคนหลายระลอก ตัวเลขปีเหล่านี้มาจากการบอกเล่าต่อกันและควรถือเป็นตัวเลขโดยประมาณ
หลังองค์เดิมพัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ โดยถ่ายแบบจากหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร และลดขนาดลงจากองค์เดิม องค์ใหม่มีหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นิ้ว หรือราว 16.10 เมตร และ 22.65 เมตร พระราชทานนามว่าพระมหาพุทธพิมพ์ งานสร้างองค์พระ พระวิหาร และอาคารประกอบใช้เวลาราวแปดปี แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2438 ตามที่วิกิพีเดียระบุ บางแหล่งให้ปีเป็น พ.ศ. 2437 มีการฉลองสมโภชใหญ่ และวัดได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง ต่อมาใน พ.ศ. 2531 จึงเริ่มงานปิดทององค์พระมหาพุทธพิมพ์ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร
สำหรับนักสะสม เรื่องราวนี้อธิบายหลายอย่างที่พบในพระเกศไชโย ทั้งสภาพผิวที่แตกต่างกันมาก เพราะพระแต่ละองค์ผ่านเหตุการณ์และการเก็บรักษาต่างกัน และความหลากหลายของพิมพ์ที่วงการจัดหมวดขึ้นภายหลัง ประวัติของกรุช่วยยืนยันว่าพระกลุ่มนี้มีที่มาจากองค์หลวงพ่อโตที่พังลงจริง แต่ไม่สามารถใช้รับรองพระองค์ใดองค์หนึ่งได้ การพิจารณาความแท้ยังต้องอาศัยผู้ชำนาญที่ศึกษาพิมพ์และเนื้ออย่างละเอียด ส่วนผู้ที่ไปเยือนวัดไชโยวรวิหารวันนี้ จะได้เห็นทั้งพระมหาพุทธพิมพ์และรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวอ่างทอง
ประวัติของวัดก่อนหน้านั้นไม่ชัดเจน ทราบเพียงว่าเป็นวัดเก่าของท้องถิ่น จุดเปลี่ยนมาถึงในรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม เลือกวัดนี้เป็นที่สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทองระบุว่าการสร้างใช้เวลาเกือบสามปี องค์พระก่อด้วยอิฐถือปูน ส่วนเหตุผลที่ท่านเลือกไชโยนั้น มีเรื่องเล่าหลายกระแส บ้างว่าเป็นถิ่นที่ท่านเคยพำนักสมัยเยาว์ บ้างว่าสร้างอุทิศแด่บุพการี และมีการตีความชื่อเกศไชโยว่ามาจากชื่อญาติของท่าน เรื่องเหล่านี้เป็นคำบอกเล่าของวงการที่ยังหาหลักฐานร่วมสมัยยืนยันไม่ได้ ควรฟังแบบเรื่องเล่าเท่านั้น
ที่วงการพระให้ความสำคัญคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้สร้างพระพิมพ์เนื้อผงจำนวนหนึ่งและนำไปบรรจุไว้ในองค์พระใหญ่ พระกลุ่มนี้คือสิ่งที่ต่อมาเรียกว่าพระสมเด็จเกศไชโย ลักษณะเด่นคือฐานพระซ้อนกันหลายชั้น ที่พบมากคือพิมพ์ 6 ชั้นและ 7 ชั้น ภายหลังวงการได้แยกย่อยออกเป็นพิมพ์นิยมราวสิบกว่าพิมพ์ ตามลักษณะหู ไหล่ อก และเข่า เช่น อกตัน อกร่อง หรือเข่ากลม นักสะสมจำนวนมากนับพระเกศไชโยเป็นหนึ่งในสามสายหลักของพระที่เชื่อว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้สร้าง ควบคู่กับพระสมเด็จวัดระฆังและพระสมเด็จบางขุนพรหม
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มรณภาพใน พ.ศ. 2415 และเหตุการณ์สำคัญที่สุดของหลวงพ่อโตวัดไชโยเกิดขึ้นหลังจากนั้นราวสิบห้าปี ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิสังขรณ์วัดและสร้างพระวิหารครอบองค์พระ ตามข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอ่างทอง ใน พ.ศ. 2430 องค์พระพุทธรูปรับแรงสั่นสะเทือนจากการก่อสร้างพระวิหารไม่ไหวและพังทลายลง แหล่งข้อมูลอื่นอธิบายตรงกันว่าเป็นผลจากการกระทุ้งรากฐานของอาคาร ส่วนที่มีผู้เล่าว่าองค์พระเคยพังลงตั้งแต่ครั้งสมเด็จฯ ยังสร้างไม่เสร็จนั้น ยังไม่พบในเอกสารทางการที่ตรวจสอบได้
การพังทลายครั้งนั้นทำให้พระพิมพ์ที่บรรจุอยู่ภายในกระจัดกระจายออกมาเป็นครั้งแรก ไทยรัฐออนไลน์ซึ่งรวบรวมคำบอกเล่าของวงการระบุว่า ราว พ.ศ. 2430 มีผู้พบพระผงกระจายอยู่ในซากองค์พระและเก็บไปจำนวนหนึ่ง และในการบูรณะอีกครั้งราว พ.ศ. 2460 ก็มีพระหลุดออกมาอีก มีเรื่องเล่าว่าทางวัดและทางการเคยเรียกให้ชาวบ้านนำพระที่เก็บไปมาคืน การเปิดกรุพระเกศไชโยจึงไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่มีพิธีรีตองชัดเจน แต่เป็นการที่พระทยอยออกสู่มือคนหลายระลอก ตัวเลขปีเหล่านี้มาจากการบอกเล่าต่อกันและควรถือเป็นตัวเลขโดยประมาณ
หลังองค์เดิมพัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่ โดยถ่ายแบบจากหลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตร และลดขนาดลงจากองค์เดิม องค์ใหม่มีหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นิ้ว หรือราว 16.10 เมตร และ 22.65 เมตร พระราชทานนามว่าพระมหาพุทธพิมพ์ งานสร้างองค์พระ พระวิหาร และอาคารประกอบใช้เวลาราวแปดปี แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2438 ตามที่วิกิพีเดียระบุ บางแหล่งให้ปีเป็น พ.ศ. 2437 มีการฉลองสมโภชใหญ่ และวัดได้รับการยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง ต่อมาใน พ.ศ. 2531 จึงเริ่มงานปิดทององค์พระมหาพุทธพิมพ์ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร
สำหรับนักสะสม เรื่องราวนี้อธิบายหลายอย่างที่พบในพระเกศไชโย ทั้งสภาพผิวที่แตกต่างกันมาก เพราะพระแต่ละองค์ผ่านเหตุการณ์และการเก็บรักษาต่างกัน และความหลากหลายของพิมพ์ที่วงการจัดหมวดขึ้นภายหลัง ประวัติของกรุช่วยยืนยันว่าพระกลุ่มนี้มีที่มาจากองค์หลวงพ่อโตที่พังลงจริง แต่ไม่สามารถใช้รับรองพระองค์ใดองค์หนึ่งได้ การพิจารณาความแท้ยังต้องอาศัยผู้ชำนาญที่ศึกษาพิมพ์และเนื้ออย่างละเอียด ส่วนผู้ที่ไปเยือนวัดไชโยวรวิหารวันนี้ จะได้เห็นทั้งพระมหาพุทธพิมพ์และรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวอ่างทอง
#พระสมเด็จเกศไชโย
#วัดไชโยวรวิหาร
#อ่างทอง
#สมเด็จโต
Comments
No comments yet — be the first to comment