มีหลายแหล่งยืนยันตรงกัน
ประวัติศาสตร์
เบญจภาคี — ชุดพระที่เพิ่งถูกจัดขึ้นในยุคหนังสือพิมพ์
ยอดเข้าชม
3
แหล่งอ้างอิง
5
คำว่าเบญจภาคีฟังดูขลังราวกับตกทอดมาแต่โบราณ แต่แหล่งข้อมูลที่ตรวจได้เห็นตรงกันว่าชุดพระเครื่องห้าองค์นี้เพิ่งถูกจัดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ตั้งชื่อคือนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่าตรียัมปวาย ไทยรัฐเขียนว่าจุดเริ่มต้นชัดเจนอยู่ราวปี 2495 ส่วนเพ็ญสุภา สุขคตะ ในมติชนสุดสัปดาห์ระบุว่าราวต้นทศวรรษ 2490 และวิกิพีเดียเขียนว่าราวปี 2490 ปีที่แน่นอนจึงยังไม่มีเอกสารยืนยันตรงกัน แต่ช่วงเวลาอยู่ในยุคที่ความรู้เรื่องพระเครื่องเริ่มย้ายจากวงสนทนาปากต่อปาก มาอยู่บนหน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และตำราเล่มหนา
ตัวตนของตรียัมปวายเองก็เป็นปริศนาเล็ก ๆ มติชนสุดสัปดาห์และวิกิพีเดียระบุชื่อจริงว่าพันเอกประจญ กิตติประวัติ โดยมติชนหมายเหตุว่าการสะกดชื่อในที่ต่าง ๆ ไม่ตรงกัน มีทั้งประจน ประจญ ผจญ ส่วนบทความของไทยรัฐปี 2569 ระบุชื่อเป็นพันเอกประยูร พลอยวิมล ความไม่ลงรอยนี้สะท้อนว่าข้อมูลส่วนตัวของบุคคลสำคัญคนนี้มีน้อยมาก สิ่งที่ยืนยันได้จากผลงานคือหนังสือชุดปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ซึ่งเล่มว่าด้วยพระรอดพิมพ์ปี 2503 หนากว่า 640 หน้า และคำอธิบายเรื่องพิมพ์และเนื้อพระสมเด็จที่วิกิพีเดียยังยกมาอ้างอิงจนทุกวันนี้
ตรียัมปวายเขียนแบบนักวิชาการมากกว่านักขายพระ มติชนสุดสัปดาห์เล่าว่าเขาใช้เอกสารอ้างอิงกว่าร้อยเล่ม อ่านงานโบราณคดีภาษาฝรั่งเศส และเขียนจดหมายไปขอความรู้จากหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล และยอร์ช เซเดส์ ซึ่งเซเดส์ตอบกลับมาและจดหมายนั้นถูกตีพิมพ์ในหนังสือของเขา เขาพยายามสร้างศัพท์และหลักการดูพระเป็นระบบ ตั้งแต่เรื่องมิติ สีเนื้อ ผิว ไปจนถึงคราบ งานลักษณะนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนความรู้เรื่องพระเครื่องจากวิชาเฉพาะสำนัก ให้กลายเป็นตำราที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
ชุดที่เขาจัดครั้งแรกมีเพียงสามองค์ เรียกว่าไตรภาคี คือพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามเป็นองค์ประธาน พระนางพญาจากพิษณุโลก และพระรอดจากลำพูน ต่อมาจึงเพิ่มพระซุ้มกอจากกำแพงเพชร และพระผงสุพรรณจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี แล้วตั้งชื่อใหม่ว่าเบญจภาคี เหตุผลที่เขาให้ไว้ตามที่มติชนสุดสัปดาห์สรุป คือความโดดเด่นทั้งประวัติผู้สร้าง พุทธคุณ ความงาม บริบทแวดล้อม และความยากต่อการปลอม ส่วนไทยรัฐอธิบายเกณฑ์ว่าเป็นเรื่องความหายาก ความสมบูรณ์ของพุทธศิลป์ และศรัทธาที่สั่งสมมานาน
การเลือกนี้ครอบคลุมหลายยุคศิลปะ แต่แหล่งข้อมูลก็จัดยุคให้แต่ละองค์ไม่ตรงกันทั้งหมด มติชนสุดสัปดาห์จัดพระรอดเป็นทวารวดีหริภุญไชย พระผงสุพรรณเป็นอู่ทอง พระนางพญาเป็นสุโขทัย พระซุ้มกอเป็นอยุธยา และพระสมเด็จเป็นรัตนโกสินทร์ ขณะที่ไทยรัฐจัดพระนางพญาเป็นยุคอยุธยาและพระซุ้มกอเป็นยุคสุโขทัย ความต่างนี้มาจากการกำหนดอายุพระกรุที่ยังถกเถียงกันในทางวิชาการ ผู้เขียนมติชนยังตั้งข้อสังเกตว่าชุดนี้ไม่มีตัวแทนจากภาคใต้หรืออีสานเลย และตรียัมปวายเองก็ยอมรับว่างานของเขาเน้นภาคกลางและภาคเหนือเป็นหลัก
อำนาจของการจัดชุดปรากฏผลอย่างถาวร พระที่ถูกเลือกกลายเป็นพระที่ต้องการที่สุดของตลาด ขณะที่พระร่วมกรุร่วมยุคซึ่งไม่ได้เข้าชุดมีความนิยมต่างกันมาก มติชนสุดสัปดาห์บันทึกว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะการยกห้าองค์นี้ขึ้นทำให้พระสกุลอื่นดูเป็นพระชั้นรองไปโดยปริยาย ทั้งที่ตรียัมปวายไม่ได้มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมหรือสถาบันใด คำถามว่าเหตุใดข้อเสนอของนักเขียนคนหนึ่งจึงทรงพลังขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดพอ ๆ กับตัวพระเอง
ราวเจ็ดสิบปีให้หลัง เบญจภาคียังเป็นกรอบอ้างอิงกลางของวงการ และมีการจัดชุดตามแบบเดียวกันตามมาอีกมาก เช่น เบญจภาคีเหรียญพระเกจิ บทเรียนจากเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่พระห้าองค์เท่านั้น แต่อยู่ที่การเห็นว่าการจัดหมวดหมู่ไม่ใช่แค่การบรรยายสิ่งที่มีอยู่ หากยังสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมาด้วย ผู้ศึกษาที่เข้าใจที่มาของชุดนี้จะมองพระเบญจภาคีได้ทั้งในฐานะมรดกศิลปะที่สำคัญจริง และในฐานะผลงานของนักเขียนในยุคหนังสือพิมพ์ที่ยังกำหนดทิศทางของตลาดมาจนทุกวันนี้
ตัวตนของตรียัมปวายเองก็เป็นปริศนาเล็ก ๆ มติชนสุดสัปดาห์และวิกิพีเดียระบุชื่อจริงว่าพันเอกประจญ กิตติประวัติ โดยมติชนหมายเหตุว่าการสะกดชื่อในที่ต่าง ๆ ไม่ตรงกัน มีทั้งประจน ประจญ ผจญ ส่วนบทความของไทยรัฐปี 2569 ระบุชื่อเป็นพันเอกประยูร พลอยวิมล ความไม่ลงรอยนี้สะท้อนว่าข้อมูลส่วนตัวของบุคคลสำคัญคนนี้มีน้อยมาก สิ่งที่ยืนยันได้จากผลงานคือหนังสือชุดปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ซึ่งเล่มว่าด้วยพระรอดพิมพ์ปี 2503 หนากว่า 640 หน้า และคำอธิบายเรื่องพิมพ์และเนื้อพระสมเด็จที่วิกิพีเดียยังยกมาอ้างอิงจนทุกวันนี้
ตรียัมปวายเขียนแบบนักวิชาการมากกว่านักขายพระ มติชนสุดสัปดาห์เล่าว่าเขาใช้เอกสารอ้างอิงกว่าร้อยเล่ม อ่านงานโบราณคดีภาษาฝรั่งเศส และเขียนจดหมายไปขอความรู้จากหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล และยอร์ช เซเดส์ ซึ่งเซเดส์ตอบกลับมาและจดหมายนั้นถูกตีพิมพ์ในหนังสือของเขา เขาพยายามสร้างศัพท์และหลักการดูพระเป็นระบบ ตั้งแต่เรื่องมิติ สีเนื้อ ผิว ไปจนถึงคราบ งานลักษณะนี้คือสิ่งที่เปลี่ยนความรู้เรื่องพระเครื่องจากวิชาเฉพาะสำนัก ให้กลายเป็นตำราที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
ชุดที่เขาจัดครั้งแรกมีเพียงสามองค์ เรียกว่าไตรภาคี คือพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตารามเป็นองค์ประธาน พระนางพญาจากพิษณุโลก และพระรอดจากลำพูน ต่อมาจึงเพิ่มพระซุ้มกอจากกำแพงเพชร และพระผงสุพรรณจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี แล้วตั้งชื่อใหม่ว่าเบญจภาคี เหตุผลที่เขาให้ไว้ตามที่มติชนสุดสัปดาห์สรุป คือความโดดเด่นทั้งประวัติผู้สร้าง พุทธคุณ ความงาม บริบทแวดล้อม และความยากต่อการปลอม ส่วนไทยรัฐอธิบายเกณฑ์ว่าเป็นเรื่องความหายาก ความสมบูรณ์ของพุทธศิลป์ และศรัทธาที่สั่งสมมานาน
การเลือกนี้ครอบคลุมหลายยุคศิลปะ แต่แหล่งข้อมูลก็จัดยุคให้แต่ละองค์ไม่ตรงกันทั้งหมด มติชนสุดสัปดาห์จัดพระรอดเป็นทวารวดีหริภุญไชย พระผงสุพรรณเป็นอู่ทอง พระนางพญาเป็นสุโขทัย พระซุ้มกอเป็นอยุธยา และพระสมเด็จเป็นรัตนโกสินทร์ ขณะที่ไทยรัฐจัดพระนางพญาเป็นยุคอยุธยาและพระซุ้มกอเป็นยุคสุโขทัย ความต่างนี้มาจากการกำหนดอายุพระกรุที่ยังถกเถียงกันในทางวิชาการ ผู้เขียนมติชนยังตั้งข้อสังเกตว่าชุดนี้ไม่มีตัวแทนจากภาคใต้หรืออีสานเลย และตรียัมปวายเองก็ยอมรับว่างานของเขาเน้นภาคกลางและภาคเหนือเป็นหลัก
อำนาจของการจัดชุดปรากฏผลอย่างถาวร พระที่ถูกเลือกกลายเป็นพระที่ต้องการที่สุดของตลาด ขณะที่พระร่วมกรุร่วมยุคซึ่งไม่ได้เข้าชุดมีความนิยมต่างกันมาก มติชนสุดสัปดาห์บันทึกว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะการยกห้าองค์นี้ขึ้นทำให้พระสกุลอื่นดูเป็นพระชั้นรองไปโดยปริยาย ทั้งที่ตรียัมปวายไม่ได้มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมหรือสถาบันใด คำถามว่าเหตุใดข้อเสนอของนักเขียนคนหนึ่งจึงทรงพลังขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดพอ ๆ กับตัวพระเอง
ราวเจ็ดสิบปีให้หลัง เบญจภาคียังเป็นกรอบอ้างอิงกลางของวงการ และมีการจัดชุดตามแบบเดียวกันตามมาอีกมาก เช่น เบญจภาคีเหรียญพระเกจิ บทเรียนจากเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่พระห้าองค์เท่านั้น แต่อยู่ที่การเห็นว่าการจัดหมวดหมู่ไม่ใช่แค่การบรรยายสิ่งที่มีอยู่ หากยังสร้างคุณค่าใหม่ขึ้นมาด้วย ผู้ศึกษาที่เข้าใจที่มาของชุดนี้จะมองพระเบญจภาคีได้ทั้งในฐานะมรดกศิลปะที่สำคัญจริง และในฐานะผลงานของนักเขียนในยุคหนังสือพิมพ์ที่ยังกำหนดทิศทางของตลาดมาจนทุกวันนี้
#เบญจภาคี
#ตรียัมปวาย
#ประวัติศาสตร์
ของสายมูน่าใช้
ลิงก์พันธมิตร
ด้ายแดง ม่อนกุเวร ด้ายเศรษฐีสมหวัง
ประมาณ
฿59
ดูที่ Shopee
ตำราพรหมชาติ ฉบับสมบูรณ์ และฉบับโหรหลวง
ประมาณ
฿295
ดูที่ Shopee
สินค้าจำหน่ายและจัดส่งโดยร้านค้าบน Shopee · กรุแตกอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อสั่งซื้อผ่านลิงก์นี้ โดยราคาของคุณไม่เปลี่ยน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น