เล่าต่อกันมา
ตำนาน
ตาปะขาวปริศนา — ตำนานการสร้างพระพุทธชินราช
ยอดเข้าชม
1
แหล่งอ้างอิง
4
พระพุทธชินราชแห่งวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิษณุโลก มีตำนานการสร้างมากกว่าหนึ่งสำนวน และแต่ละสำนวนให้ชื่อผู้สร้างไม่ตรงกัน พงศาวดารเหนือเล่าว่าพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกแห่งเชียงแสนเสด็จลงมาสร้างเมืองพิษณุโลก แล้วโปรดให้หล่อพระพุทธรูปสามองค์ คือ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ขณะที่เอกสารของสถาบันพระปกเกล้า บทความของผู้จัดการออนไลน์ และสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถือว่าพระพุทธชินราชสร้างในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไทแห่งสุโขทัย ราว พ.ศ. 1900 ความต่างนี้ยังไม่มีข้อยุติ ผู้อ่านจึงควรเห็นว่าชื่อพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกเป็นของตำนาน ส่วนสมัยพญาลิไทเป็นข้อสันนิษฐานที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางกว่า
ทั้งสองสำนวนเล่าตรงกันว่าพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาหล่อสำเร็จด้วยดี แต่พระพุทธชินราชหล่อถึงสามครั้งทองก็แล่นไม่เต็มองค์ ตามความที่ผู้จัดการออนไลน์เรียบเรียงไว้ กษัตริย์ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน และให้พระอัครมเหสีร่วมอธิษฐานด้วย ครั้นทำหุ่นใหม่ ก็มีชีปะขาวคนหนึ่งเข้ามาช่วยอย่างแข็งขันโดยไม่พูดจากับใคร เมื่อเททองตามฤกษ์ในวันพฤหัสบดี ขึ้นแปดค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง ทองก็แล่นเต็มทั่วหุ่น ชายชราผู้นั้นเดินออกไปทางประตูเมืองด้านเหนือแล้วหายตัวไปที่ตำบลหนึ่ง ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านตาปะขาวหาย และตามที่โพสต์ทูเดย์บันทึกไว้ ผู้คนยังสร้างวัดตาปะขาวหายขึ้นเป็นที่ระลึก ชาวบ้านเชื่อกันว่าผู้มาช่วยคือพระอินทร์หรือเทวดาแปลงกาย
ตำนานยังผูกเรื่องต่อถึงสิ่งที่เหลือจากการหล่อ เศษทองถูกนำไปหล่อพระพุทธรูปองค์เล็กสูงราวยี่สิบสองนิ้วพร้อมพระสาวกหนึ่งคู่ เรียกว่า "พระเหลือ" ซึ่งรัชกาลที่สี่พระราชทานนามใหม่ว่าพระเสสันตปฏิมา อิฐจากเตาหลอมและดินหุ่นถูกนำมาก่อเป็นฐานชุกชี ปลูกต้นโพธิ์สามต้นเรียกว่าโพธิ์สามเส้า แล้วสร้างวิหารน้อยไว้เป็นหลักแสดงที่หล่อพระ พระพุทธชินราชประดิษฐานในวิหารด้านตะวันตก หันพระพักตร์สู่แม่น้ำน่าน ส่วนอีกสององค์อยู่ในวิหารทิศเหนือและทิศใต้ ก่อนจะถูกอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในทางพุทธศิลป์ พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยศิลปะสุโขทัย นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน ซุ้มเรือนแก้วไม้สักแกะสลักปลายเป็นรูปพญานาคเอาหัวลงขนาบสองข้างองค์พระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนพระองค์ใด ผู้จัดการออนไลน์บันทึกว่าองค์พระได้รับการปิดทองครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งทรงนำทองเครื่องราชูปโภคมาแผ่แล้วปิดด้วยพระหัตถ์เอง
ความงามขององค์พระได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์และเจ้านายหลายพระองค์ รัชกาลที่สี่มีพระราชดำรัสถึงพระพุทธรูปทั้งสามว่ารอดพ้นจากไฟศึกมาหลายครั้ง ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์งามกว่าพระพุทธรูปใดในแผ่นดินสยาม และทรงสรุปทำนองว่าพระทั้งสามองค์คงเป็นเทวดาทำ อันเป็นการอ้างถึงเรื่องปะขาวโดยตรง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าในสาส์นสมเด็จว่า เมื่อทอดพระเนตรครั้งแรกใน พ.ศ. 2435 วิหารยังมืด เห็นองค์พระปิดทองงามเด่นเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ ส่วนรัชกาลที่หกตรัสว่าไม่เคยรู้สึกปลื้มใจเท่าได้เห็นพระพุทธชินราช รัชกาลที่ห้าโปรดให้หล่อองค์จำลองไปเป็นพระประธานวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และรัชกาลที่เจ็ดเสด็จไปสมโภชพระพุทธชินราชเมื่อ พ.ศ. 2469
ในสนามพระเครื่อง รุ่นที่ต้องรู้จักคือพระพุทธชินราชรุ่นอินโดจีน พ.ศ. 2485 คมชัดลึกบันทึกว่าพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายก เป็นผู้จัดสร้างเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารและประชาชนในช่วงสงครามอินโดจีน โดยมีกรมศิลปากรช่วยออกแบบและดูแลการหล่อ ประกอบพิธีเททองที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2485 และพุทธาภิเษกที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2485 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เป็นองค์ประธาน สร้างเป็นสองแบบคือพระบูชาและพระเครื่อง
ตำนานตาปะขาวจึงทำหน้าที่เดียวกับตำนานช่างเทวดาในอีกหลายวัฒนธรรม คืออธิบายความงามที่ผู้คนรู้สึกว่าเกินฝีมือมนุษย์ แม้ประวัติศาสตร์จะยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่ผู้แสวงบุญที่ไปถึงพิษณุโลกก็ยังต้องแวะกราบองค์จริงในวิหาร และเรื่องชายชุดขาวที่หายไปทางเหนือก็ยังถูกเล่าซ้ำทุกครั้งที่มีผู้ถามถึงที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้
ทั้งสองสำนวนเล่าตรงกันว่าพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาหล่อสำเร็จด้วยดี แต่พระพุทธชินราชหล่อถึงสามครั้งทองก็แล่นไม่เต็มองค์ ตามความที่ผู้จัดการออนไลน์เรียบเรียงไว้ กษัตริย์ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน และให้พระอัครมเหสีร่วมอธิษฐานด้วย ครั้นทำหุ่นใหม่ ก็มีชีปะขาวคนหนึ่งเข้ามาช่วยอย่างแข็งขันโดยไม่พูดจากับใคร เมื่อเททองตามฤกษ์ในวันพฤหัสบดี ขึ้นแปดค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง ทองก็แล่นเต็มทั่วหุ่น ชายชราผู้นั้นเดินออกไปทางประตูเมืองด้านเหนือแล้วหายตัวไปที่ตำบลหนึ่ง ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านตาปะขาวหาย และตามที่โพสต์ทูเดย์บันทึกไว้ ผู้คนยังสร้างวัดตาปะขาวหายขึ้นเป็นที่ระลึก ชาวบ้านเชื่อกันว่าผู้มาช่วยคือพระอินทร์หรือเทวดาแปลงกาย
ตำนานยังผูกเรื่องต่อถึงสิ่งที่เหลือจากการหล่อ เศษทองถูกนำไปหล่อพระพุทธรูปองค์เล็กสูงราวยี่สิบสองนิ้วพร้อมพระสาวกหนึ่งคู่ เรียกว่า "พระเหลือ" ซึ่งรัชกาลที่สี่พระราชทานนามใหม่ว่าพระเสสันตปฏิมา อิฐจากเตาหลอมและดินหุ่นถูกนำมาก่อเป็นฐานชุกชี ปลูกต้นโพธิ์สามต้นเรียกว่าโพธิ์สามเส้า แล้วสร้างวิหารน้อยไว้เป็นหลักแสดงที่หล่อพระ พระพุทธชินราชประดิษฐานในวิหารด้านตะวันตก หันพระพักตร์สู่แม่น้ำน่าน ส่วนอีกสององค์อยู่ในวิหารทิศเหนือและทิศใต้ ก่อนจะถูกอัญเชิญลงมากรุงเทพฯ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ในทางพุทธศิลป์ พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยศิลปะสุโขทัย นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกัน ซุ้มเรือนแก้วไม้สักแกะสลักปลายเป็นรูปพญานาคเอาหัวลงขนาบสองข้างองค์พระ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนพระองค์ใด ผู้จัดการออนไลน์บันทึกว่าองค์พระได้รับการปิดทองครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งทรงนำทองเครื่องราชูปโภคมาแผ่แล้วปิดด้วยพระหัตถ์เอง
ความงามขององค์พระได้รับการยกย่องจากพระมหากษัตริย์และเจ้านายหลายพระองค์ รัชกาลที่สี่มีพระราชดำรัสถึงพระพุทธรูปทั้งสามว่ารอดพ้นจากไฟศึกมาหลายครั้ง ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์งามกว่าพระพุทธรูปใดในแผ่นดินสยาม และทรงสรุปทำนองว่าพระทั้งสามองค์คงเป็นเทวดาทำ อันเป็นการอ้างถึงเรื่องปะขาวโดยตรง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าในสาส์นสมเด็จว่า เมื่อทอดพระเนตรครั้งแรกใน พ.ศ. 2435 วิหารยังมืด เห็นองค์พระปิดทองงามเด่นเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ ส่วนรัชกาลที่หกตรัสว่าไม่เคยรู้สึกปลื้มใจเท่าได้เห็นพระพุทธชินราช รัชกาลที่ห้าโปรดให้หล่อองค์จำลองไปเป็นพระประธานวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และรัชกาลที่เจ็ดเสด็จไปสมโภชพระพุทธชินราชเมื่อ พ.ศ. 2469
ในสนามพระเครื่อง รุ่นที่ต้องรู้จักคือพระพุทธชินราชรุ่นอินโดจีน พ.ศ. 2485 คมชัดลึกบันทึกว่าพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีพลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นนายก เป็นผู้จัดสร้างเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ทหารและประชาชนในช่วงสงครามอินโดจีน โดยมีกรมศิลปากรช่วยออกแบบและดูแลการหล่อ ประกอบพิธีเททองที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2485 และพุทธาภิเษกที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2485 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) เป็นองค์ประธาน สร้างเป็นสองแบบคือพระบูชาและพระเครื่อง
ตำนานตาปะขาวจึงทำหน้าที่เดียวกับตำนานช่างเทวดาในอีกหลายวัฒนธรรม คืออธิบายความงามที่ผู้คนรู้สึกว่าเกินฝีมือมนุษย์ แม้ประวัติศาสตร์จะยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง แต่ผู้แสวงบุญที่ไปถึงพิษณุโลกก็ยังต้องแวะกราบองค์จริงในวิหาร และเรื่องชายชุดขาวที่หายไปทางเหนือก็ยังถูกเล่าซ้ำทุกครั้งที่มีผู้ถามถึงที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้
#ตำนาน
#พระพุทธชินราช
#พิษณุโลก
ของสายมูน่าใช้
ลิงก์พันธมิตร
ตำราพรหมชาติ ฉบับสมบูรณ์ และฉบับโหรหลวง
ประมาณ
฿295
ดูที่ Shopee
เสื้อยืดสกรีนลาย " สร้อยพระ 1 องค์ "
ประมาณ
฿88
ดูที่ Shopee
สินค้าจำหน่ายและจัดส่งโดยร้านค้าบน Shopee · กรุแตกอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อสั่งซื้อผ่านลิงก์นี้ โดยราคาของคุณไม่เปลี่ยน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น