มีหลายแหล่งยืนยันตรงกัน
ประวัติศาสตร์
หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง ศึกอั้งยี่ 2419 — ผ้าประเจียดของพระผู้ไม่ทิ้งวัด
ยอดเข้าชม
1
แหล่งอ้างอิง
3
เรื่องหลวงพ่อแช่มแห่งวัดฉลอง ภูเก็ต ต่างจากเรื่องเกจิอาจารย์ส่วนใหญ่ตรงที่มีหลักฐานชั้นต้นซึ่งบันทึกจากปากตัวท่านเอง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจราชการหัวเมืองมณฑลภูเก็ตครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2441 และได้พบท่านพระครูวัดฉลอง ต่อมาทรงเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี นิทานที่ 2 โดยบอกไว้ชัดว่าบางตอนมาจากคำเล่าของท่านพระครูเอง บางตอนมาจากข้าราชการเมืองภูเก็ตที่รู้เห็นเหตุการณ์ บทความนี้จึงยึดพระนิพนธ์นั้นเป็นหลัก แล้วเสริมด้วยข้อมูลที่เผยแพร่ในชั้นหลัง
ตามประวัติที่เผยแพร่กันทั่วไป หลวงพ่อแช่มเกิดปีกุน พ.ศ. 2370 ที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา มาเป็นลูกศิษย์วัดฉลองตั้งแต่เด็ก บวชเณรและอุปสมบทที่วัดนั้น เรียนวิปัสสนาธุระและคาถาอาคมกับพ่อท่านเฒ่า เจ้าอาวาสในเวลานั้น และได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อพ่อท่านเฒ่ามรณภาพราว พ.ศ. 2393 อย่างไรก็ดี กรมพระยาดำรงฯ ทรงกะอายุท่านเมื่อพบกันใน พ.ศ. 2441 ว่า "ดูเหมือนจะมีอายุได้สัก 60 ปี" ซึ่งน้อยกว่าที่ควรเป็นถ้าเกิด พ.ศ. 2370 จริง ปีเกิดจึงควรถือเป็นข้อมูลตามประวัติที่สืบกันมามากกว่าตัวเลขที่ยืนยันได้แน่นอน
พ.ศ. 2419 กรรมกรจีนในเหมืองแร่ดีบุกของภูเก็ตรวมตัวกันก่อความไม่สงบ ในพระนิพนธ์เล่าว่าทางการตอนนั้นมีกำลังพอรักษาได้แค่ตัวเมือง หมู่บ้านรอบนอกจึงถูกปล้นสะดมโดยแทบไม่มีใครต่อต้าน พอมีข่าวว่าจะมีคนมาปล้นบ้านฉลอง ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อพยพขึ้นไปหลบบนเขา ลูกศิษย์สองสามคนมาชวนท่านสมภารหนีด้วย แต่ท่านไม่ยอมทิ้งวัด ให้เหตุผลว่าอยู่วัดนี้มาตั้งแต่เด็ก และในฐานะเจ้าอาวาสจะทิ้งวัดไปไม่ได้ ลูกศิษย์ทิ้งท่านไว้ไม่ลง จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อน และขอของดีไว้คุ้มตัวสักอย่าง ท่านจึงเอาผ้าขาวมาลงยันต์ทำเป็นผ้าประเจียดแจกให้คนละผืน
ตอนแรกมีคนเพียงราวสิบคน ใช้กำแพงแก้วรอบพระอุโบสถเป็นที่กำบัง เมื่อพวกที่มาปล้นเดินเข้ามาโดยไม่ระวังตัวก็ถูกยิงจนแตกหนีไป ข่าวนี้ทำให้ชาวบ้านที่หลบอยู่บนเขากลับลงมาอาสาสู้ ท่านพระครูบอกว่าตนเป็นพระ จะร่วมรบราฆ่าฟันใครไม่ได้ ให้ได้แต่เครื่องป้องกันตัว แล้วลงผ้าประเจียดแจกคนที่รวมกันได้กว่าร้อยคน คนเหล่านั้นนำผ้าไปโพกหัวเป็นเครื่องหมาย จนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่า "พวกหัวขาว" การปะทะครั้งที่สองใหญ่กว่าครั้งแรก ยิงโต้กันตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง พอฝ่ายที่บุกมาหยุดกินอาหาร ฝ่ายบ้านฉลองก็เข้าตีจนแตกพ่าย ท่านพระครูเล่าติดตลกกับกรมพระยาดำรงฯ ว่าที่ชนะได้ก็เพราะอีกฝ่ายต้องหยุดกินข้าวต้ม ในพระนิพนธ์ยังระบุด้วยว่าหัวหน้าฝ่ายก่อการตั้งค่าหัวท่านไว้ 1,000 เหรียญ
เมื่อทางการปราบความวุ่นวายได้แล้ว ก็ยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้เจ้าอธิการแช่ม ประจวบกับตำแหน่งพระครูสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตว่างอยู่พอดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้งท่านเป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ในตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต เอกสารชั้นหลัง เช่น วิกิพีเดียและคอลัมน์พระเครื่องของข่าวสด ระบุราชทินนามเต็มว่า "พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี" และเล่าเพิ่มว่ามีการพระราชทานนามวัดฉลองใหม่ว่าวัดไชยธาราราม รายละเอียดสองข้อนี้ไม่ปรากฏในพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ จึงควรถือเป็นข้อมูลที่เล่าสืบกันในชั้นหลัง
ที่ต้องแยกให้ชัดคือ ชาวภูเก็ตในเวลานั้นเชื่อว่าบ้านฉลองชนะเพราะท่านพระครูมีวิทยาคม นับถือกันว่าเป็นผู้วิเศษทั่วทั้งเมือง ความเชื่อนี้เป็นเรื่องศรัทธาของผู้คน ส่วนสิ่งที่หลักฐานบอกคือพระรูปหนึ่งไม่ยอมทิ้งวัด และผ้าประเจียดของท่านกลายเป็นเครื่องหมายที่ทำให้คนในหมู่บ้านกล้ารวมตัวกันป้องกันถิ่นของตน ต่อมาเกิดธรรมเนียมบนบานด้วยการปิดทองตัวท่าน เริ่มจากกลุ่มชาวประมงที่เจอพายุกลางทะเลแล้วบนไว้ว่าถ้ารอดจะปิดทองท่านพระครู ท่านไม่อยากให้ทำเพราะไม่ใช่พระพุทธรูป แต่ก็ยอมให้ปิดแผ่นเล็ก ๆ ที่หน้าแข้ง ท่านเล่าว่าทองทำให้คันจนต้องล้างออก วันที่พบกรมพระยาดำรงฯ ท่านยังล้างทองไม่ทัน หน้าแข้งจึงยังมีทองติดอยู่ ต่อมาทั้งสองคุ้นเคยกัน และท่านเคยทำผ้าประเจียดถวาย ซึ่งกรมพระยาดำรงฯ ทรงชมว่าฝีมือเขียนงามดีมาก
หลวงพ่อแช่มมรณภาพเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2451 ปัจจุบันวัดไชยธาราราม หรือที่คนทั่วไปยังเรียกว่าวัดฉลอง มีรูปเหมือนของท่านให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย ในวงการพระเครื่อง คอลัมน์พระเครื่องของข่าวสดระบุว่าเหรียญรุ่นแรกของท่านสร้างโดยหลวงพ่อช่วงเมื่อ พ.ศ. 2486 หลังท่านมรณภาพไปแล้วหลายสิบปี เป็นเหรียญทรงไข่เนื้อทองแดง ด้านหลังเป็นยันต์เว้นวรรคตรงกลาง วงการเรียกว่า "หลังยันต์วรรค" และปัจจุบันหาได้ยากมาก ส่วนผ้าประเจียดยุคเก่าที่อ้างว่าเป็นของท่าน ผ้าอายุเกินร้อยปีที่เหลือรอดมีน้อยมากและทำเลียนแบบได้ไม่ยาก ผู้สนใจจึงควรตรวจที่มาของชิ้นงานอย่างเข้มงวด และให้น้ำหนักกับประวัติการครอบครองที่ตรวจสอบได้มากกว่าคำบอกเล่า
ตามประวัติที่เผยแพร่กันทั่วไป หลวงพ่อแช่มเกิดปีกุน พ.ศ. 2370 ที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา มาเป็นลูกศิษย์วัดฉลองตั้งแต่เด็ก บวชเณรและอุปสมบทที่วัดนั้น เรียนวิปัสสนาธุระและคาถาอาคมกับพ่อท่านเฒ่า เจ้าอาวาสในเวลานั้น และได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อพ่อท่านเฒ่ามรณภาพราว พ.ศ. 2393 อย่างไรก็ดี กรมพระยาดำรงฯ ทรงกะอายุท่านเมื่อพบกันใน พ.ศ. 2441 ว่า "ดูเหมือนจะมีอายุได้สัก 60 ปี" ซึ่งน้อยกว่าที่ควรเป็นถ้าเกิด พ.ศ. 2370 จริง ปีเกิดจึงควรถือเป็นข้อมูลตามประวัติที่สืบกันมามากกว่าตัวเลขที่ยืนยันได้แน่นอน
พ.ศ. 2419 กรรมกรจีนในเหมืองแร่ดีบุกของภูเก็ตรวมตัวกันก่อความไม่สงบ ในพระนิพนธ์เล่าว่าทางการตอนนั้นมีกำลังพอรักษาได้แค่ตัวเมือง หมู่บ้านรอบนอกจึงถูกปล้นสะดมโดยแทบไม่มีใครต่อต้าน พอมีข่าวว่าจะมีคนมาปล้นบ้านฉลอง ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็อพยพขึ้นไปหลบบนเขา ลูกศิษย์สองสามคนมาชวนท่านสมภารหนีด้วย แต่ท่านไม่ยอมทิ้งวัด ให้เหตุผลว่าอยู่วัดนี้มาตั้งแต่เด็ก และในฐานะเจ้าอาวาสจะทิ้งวัดไปไม่ได้ ลูกศิษย์ทิ้งท่านไว้ไม่ลง จึงตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อน และขอของดีไว้คุ้มตัวสักอย่าง ท่านจึงเอาผ้าขาวมาลงยันต์ทำเป็นผ้าประเจียดแจกให้คนละผืน
ตอนแรกมีคนเพียงราวสิบคน ใช้กำแพงแก้วรอบพระอุโบสถเป็นที่กำบัง เมื่อพวกที่มาปล้นเดินเข้ามาโดยไม่ระวังตัวก็ถูกยิงจนแตกหนีไป ข่าวนี้ทำให้ชาวบ้านที่หลบอยู่บนเขากลับลงมาอาสาสู้ ท่านพระครูบอกว่าตนเป็นพระ จะร่วมรบราฆ่าฟันใครไม่ได้ ให้ได้แต่เครื่องป้องกันตัว แล้วลงผ้าประเจียดแจกคนที่รวมกันได้กว่าร้อยคน คนเหล่านั้นนำผ้าไปโพกหัวเป็นเครื่องหมาย จนฝ่ายตรงข้ามเรียกว่า "พวกหัวขาว" การปะทะครั้งที่สองใหญ่กว่าครั้งแรก ยิงโต้กันตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง พอฝ่ายที่บุกมาหยุดกินอาหาร ฝ่ายบ้านฉลองก็เข้าตีจนแตกพ่าย ท่านพระครูเล่าติดตลกกับกรมพระยาดำรงฯ ว่าที่ชนะได้ก็เพราะอีกฝ่ายต้องหยุดกินข้าวต้ม ในพระนิพนธ์ยังระบุด้วยว่าหัวหน้าฝ่ายก่อการตั้งค่าหัวท่านไว้ 1,000 เหรียญ
เมื่อทางการปราบความวุ่นวายได้แล้ว ก็ยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้เจ้าอธิการแช่ม ประจวบกับตำแหน่งพระครูสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ตว่างอยู่พอดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตั้งท่านเป็นพระครูวิสุทธิวงศาจารย์ ในตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต เอกสารชั้นหลัง เช่น วิกิพีเดียและคอลัมน์พระเครื่องของข่าวสด ระบุราชทินนามเต็มว่า "พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี" และเล่าเพิ่มว่ามีการพระราชทานนามวัดฉลองใหม่ว่าวัดไชยธาราราม รายละเอียดสองข้อนี้ไม่ปรากฏในพระนิพนธ์ของกรมพระยาดำรงฯ จึงควรถือเป็นข้อมูลที่เล่าสืบกันในชั้นหลัง
ที่ต้องแยกให้ชัดคือ ชาวภูเก็ตในเวลานั้นเชื่อว่าบ้านฉลองชนะเพราะท่านพระครูมีวิทยาคม นับถือกันว่าเป็นผู้วิเศษทั่วทั้งเมือง ความเชื่อนี้เป็นเรื่องศรัทธาของผู้คน ส่วนสิ่งที่หลักฐานบอกคือพระรูปหนึ่งไม่ยอมทิ้งวัด และผ้าประเจียดของท่านกลายเป็นเครื่องหมายที่ทำให้คนในหมู่บ้านกล้ารวมตัวกันป้องกันถิ่นของตน ต่อมาเกิดธรรมเนียมบนบานด้วยการปิดทองตัวท่าน เริ่มจากกลุ่มชาวประมงที่เจอพายุกลางทะเลแล้วบนไว้ว่าถ้ารอดจะปิดทองท่านพระครู ท่านไม่อยากให้ทำเพราะไม่ใช่พระพุทธรูป แต่ก็ยอมให้ปิดแผ่นเล็ก ๆ ที่หน้าแข้ง ท่านเล่าว่าทองทำให้คันจนต้องล้างออก วันที่พบกรมพระยาดำรงฯ ท่านยังล้างทองไม่ทัน หน้าแข้งจึงยังมีทองติดอยู่ ต่อมาทั้งสองคุ้นเคยกัน และท่านเคยทำผ้าประเจียดถวาย ซึ่งกรมพระยาดำรงฯ ทรงชมว่าฝีมือเขียนงามดีมาก
หลวงพ่อแช่มมรณภาพเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2451 ปัจจุบันวัดไชยธาราราม หรือที่คนทั่วไปยังเรียกว่าวัดฉลอง มีรูปเหมือนของท่านให้ผู้คนเข้าไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย ในวงการพระเครื่อง คอลัมน์พระเครื่องของข่าวสดระบุว่าเหรียญรุ่นแรกของท่านสร้างโดยหลวงพ่อช่วงเมื่อ พ.ศ. 2486 หลังท่านมรณภาพไปแล้วหลายสิบปี เป็นเหรียญทรงไข่เนื้อทองแดง ด้านหลังเป็นยันต์เว้นวรรคตรงกลาง วงการเรียกว่า "หลังยันต์วรรค" และปัจจุบันหาได้ยากมาก ส่วนผ้าประเจียดยุคเก่าที่อ้างว่าเป็นของท่าน ผ้าอายุเกินร้อยปีที่เหลือรอดมีน้อยมากและทำเลียนแบบได้ไม่ยาก ผู้สนใจจึงควรตรวจที่มาของชิ้นงานอย่างเข้มงวด และให้น้ำหนักกับประวัติการครอบครองที่ตรวจสอบได้มากกว่าคำบอกเล่า
#หลวงพ่อแช่ม
#วัดฉลอง
#ภูเก็ต
#ผ้าประเจียด
ของสายมูน่าใช้
ลิงก์พันธมิตร
ด้ายแดง ม่อนกุเวร ด้ายเศรษฐีสมหวัง
ประมาณ
฿59
ดูที่ Shopee
เสื้อลายภาษาไทย oversize
ประมาณ
฿88
ดูที่ Shopee
สินค้าจำหน่ายและจัดส่งโดยร้านค้าบน Shopee · กรุแตกอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อสั่งซื้อผ่านลิงก์นี้ โดยราคาของคุณไม่เปลี่ยน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น