มีหลายแหล่งยืนยันตรงกัน
ที่มาการครอบครอง
ลานเงินจากกรุนครชุม 2392 — ตำนานฤาษี 11 ตนกับกำเนิดพระเครื่องกำแพงเพชร
ยอดเข้าชม
1
แหล่งอ้างอิง
4
ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิงตรงข้ามตัวเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน คือที่ตั้งของเมืองนครชุม เมืองเก่าสมัยสุโขทัยที่มีหลักฐานชั้นต้นยืนยันอยู่ชัดเจน นั่นคือจารึกนครชุม หรือศิลาจารึกหลักที่ 3 ซึ่งฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าจารขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1900 ในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพระยาลิไท เนื้อความกล่าวถึงการประดิษฐานพระศรีรัตนมหาธาตุและการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่นำมาจากลังกา พร้อมคำสอนเรื่องความเสื่อมของพระศาสนาและการชักชวนให้ทำบุญ ศิลาหลักนี้เดิมอยู่ที่วัดพระบรมธาตุริมแม่น้ำปิง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
หลายร้อยปีต่อมา พระเจดีย์ของเมืองนครชุมถูกป่ากลืนหายไป เรื่องราวการค้นพบใหม่อีกครั้งถูกเล่าไว้ในเอกสารข้อมูลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ว่าในปีระกา จุลศักราช 1211 ตรงกับ พ.ศ. 2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร และได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณที่วัดเสด็จ จึงทราบว่าทางฝั่งตะวันตกยังมีโบราณสถานและพระบรมธาตุที่สร้างไว้แต่ครั้งสุโขทัย พระยากำแพง (น้อย) เจ้าเมืองในเวลานั้นจึงให้คนออกสำรวจตามความในจารึก และพบพระเจดีย์สามองค์ตั้งอยู่ใกล้กัน สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ควรหมายเหตุว่าเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชรพิมพ์ปีที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มาเยือนเป็น พ.ศ. 2329 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านเกิดใน พ.ศ. 2331 ปีนั้นจึงน่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนในการพิมพ์
เมื่อมีการรื้อพระเจดีย์เก่าเพื่อบูรณะ ภายในกรุพบพระพิมพ์สกุลกำแพงเพชรจำนวนมาก และพบแผ่นลานเงินจารึกอักษรขอม บอกเล่าตำนานการสร้างพระพิมพ์และวิธีบูชา ตรงนี้มีจุดที่นักสะสมมักสับสน คือหลายคนเรียกเอกสารชิ้นนี้ว่าจารึกลานทอง แต่ข้อมูลท้องถิ่นที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรระบุตรงกันว่าเป็นลานเงิน ส่วนพระเจดีย์สามองค์นั้น ภายหลังพระยาตะก่า คหบดีชาวพม่าที่ทำการค้าไม้ในย่านนี้ ได้ขอพระบรมราชานุญาตรวมเป็นเจดีย์องค์เดียวแบบพม่ามอญอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แหล่งต่าง ๆ ให้ปีของงานบูรณะไม่ตรงกัน บางแห่งระบุ พ.ศ. 2414 บางแห่งกล่าวถึงช่วง พ.ศ. 2447–2448 จึงควรถือเป็นงานที่ทำต่อเนื่องหลายระยะในสมัยรัชกาลที่ 5
เนื้อความในลานเงินเป็นตำนาน ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ ใจความเล่าว่าฤาษี 11 ตน มีฤาษีใหญ่ 3 ตนเป็นประธาน คือฤาษีพิลาไลย ฤาษีตาไฟ และฤาษีตาวัว (บางฉบับเขียนตางัว) ได้ร่วมกันสร้างพระพิมพ์ถวายพระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีเหล่านั้นรวบรวมว่านและเกสรไม้วิเศษอย่างละนับพัน แล้วป่าวร้องให้เทวดามาช่วยกันบดผสมเป็นเนื้อพระ บางตอนกล่าวถึงการสร้างพระด้วยทองและเงินด้วย ท้ายตำนานเป็นอุปเท่ห์ คือวิธีอาราธนาพระไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเพื่อป้องกันภัย ออกศึก เจรจา และค้าขาย พร้อมคาถากำกับ ข้อความเหล่านี้คือที่มาของความนิยมพระกำแพงในฐานะพระที่เกี่ยวกับโชคลาภ ซึ่งวงการมักสรุปเป็นวลีจำง่ายว่า มีกูไว้ไม่จน
ลานเงินยังโยงไปถึงราชสำนักกรุงเทพฯ ในอีกหลายสิบปีต่อมา ข้อมูลท้องถิ่นชุดเดียวกันอ้างพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ว่ามีนายชิดมหาดเล็กซึ่งป่วยลาออกมาพักรักษาตัวที่บ้านภรรยาในเมืองกำแพงเพชร ได้นำตำนานพระพิมพ์มาถวาย จึงเป็นหลักฐานว่าเรื่องเล่าจากลานเงินเป็นที่รู้กันแพร่หลายในท้องถิ่นแล้วในเวลานั้น ส่วนที่มีผู้เล่าโยงการค้นพบครั้ง พ.ศ. 2392 เข้ากับรัชกาลที่ 4 หรือสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตรง ยังไม่พบในเอกสารที่ตรวจสอบได้ จึงควรถือเป็นเรื่องเล่าไปก่อน
อีกเรื่องที่เล่าสืบกันมาคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้นำพระกำแพงที่แตกหักจากกรุกลับไปวัดระฆังฯ และบดผสมลงในมวลสารพระสมเด็จที่ท่านสร้าง บางท่านยังชี้ว่าทรงซุ้มของพระสมเด็จยุคแรกคล้ายซุ้มของพระกำแพงซุ้มกอ เรื่องนี้ปรากฏในเอกสารท้องถิ่นและในหนังสือพระเครื่องหลายเล่ม แต่ไม่มีบันทึกร่วมสมัยยืนยัน จึงควรฟังในฐานะความเชื่อของวงการ
สำหรับนักสะสม คุณค่าของเรื่องนี้อยู่ที่มันเป็นจุดตั้งต้นของชื่อเสียงพระสกุลกำแพงเพชรทั้งหมด ตั้งแต่พระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุน พระลีลา ไปจนถึงพระจากกรุอื่น ๆ ในย่านทุ่งเศรษฐีฝั่งนครชุม ที่ขุดพบตามมาอีกหลายระลอก สิ่งที่ยืนยันได้คือมีการรื้อเจดีย์และพบพระกับลานเงินจริงในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ส่วนตำนานฤาษีและพุทธคุณเป็นมรดกทางความเชื่อที่อยู่คู่กับพระกลุ่มนี้มาตั้งแต่วันที่ออกจากกรุ
หลายร้อยปีต่อมา พระเจดีย์ของเมืองนครชุมถูกป่ากลืนหายไป เรื่องราวการค้นพบใหม่อีกครั้งถูกเล่าไว้ในเอกสารข้อมูลท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ว่าในปีระกา จุลศักราช 1211 ตรงกับ พ.ศ. 2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร และได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณที่วัดเสด็จ จึงทราบว่าทางฝั่งตะวันตกยังมีโบราณสถานและพระบรมธาตุที่สร้างไว้แต่ครั้งสุโขทัย พระยากำแพง (น้อย) เจ้าเมืองในเวลานั้นจึงให้คนออกสำรวจตามความในจารึก และพบพระเจดีย์สามองค์ตั้งอยู่ใกล้กัน สภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ควรหมายเหตุว่าเว็บไซต์สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกำแพงเพชรพิมพ์ปีที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มาเยือนเป็น พ.ศ. 2329 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะท่านเกิดใน พ.ศ. 2331 ปีนั้นจึงน่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนในการพิมพ์
เมื่อมีการรื้อพระเจดีย์เก่าเพื่อบูรณะ ภายในกรุพบพระพิมพ์สกุลกำแพงเพชรจำนวนมาก และพบแผ่นลานเงินจารึกอักษรขอม บอกเล่าตำนานการสร้างพระพิมพ์และวิธีบูชา ตรงนี้มีจุดที่นักสะสมมักสับสน คือหลายคนเรียกเอกสารชิ้นนี้ว่าจารึกลานทอง แต่ข้อมูลท้องถิ่นที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรระบุตรงกันว่าเป็นลานเงิน ส่วนพระเจดีย์สามองค์นั้น ภายหลังพระยาตะก่า คหบดีชาวพม่าที่ทำการค้าไม้ในย่านนี้ ได้ขอพระบรมราชานุญาตรวมเป็นเจดีย์องค์เดียวแบบพม่ามอญอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แหล่งต่าง ๆ ให้ปีของงานบูรณะไม่ตรงกัน บางแห่งระบุ พ.ศ. 2414 บางแห่งกล่าวถึงช่วง พ.ศ. 2447–2448 จึงควรถือเป็นงานที่ทำต่อเนื่องหลายระยะในสมัยรัชกาลที่ 5
เนื้อความในลานเงินเป็นตำนาน ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์ ใจความเล่าว่าฤาษี 11 ตน มีฤาษีใหญ่ 3 ตนเป็นประธาน คือฤาษีพิลาไลย ฤาษีตาไฟ และฤาษีตาวัว (บางฉบับเขียนตางัว) ได้ร่วมกันสร้างพระพิมพ์ถวายพระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีเหล่านั้นรวบรวมว่านและเกสรไม้วิเศษอย่างละนับพัน แล้วป่าวร้องให้เทวดามาช่วยกันบดผสมเป็นเนื้อพระ บางตอนกล่าวถึงการสร้างพระด้วยทองและเงินด้วย ท้ายตำนานเป็นอุปเท่ห์ คือวิธีอาราธนาพระไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเพื่อป้องกันภัย ออกศึก เจรจา และค้าขาย พร้อมคาถากำกับ ข้อความเหล่านี้คือที่มาของความนิยมพระกำแพงในฐานะพระที่เกี่ยวกับโชคลาภ ซึ่งวงการมักสรุปเป็นวลีจำง่ายว่า มีกูไว้ไม่จน
ลานเงินยังโยงไปถึงราชสำนักกรุงเทพฯ ในอีกหลายสิบปีต่อมา ข้อมูลท้องถิ่นชุดเดียวกันอ้างพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร ว่ามีนายชิดมหาดเล็กซึ่งป่วยลาออกมาพักรักษาตัวที่บ้านภรรยาในเมืองกำแพงเพชร ได้นำตำนานพระพิมพ์มาถวาย จึงเป็นหลักฐานว่าเรื่องเล่าจากลานเงินเป็นที่รู้กันแพร่หลายในท้องถิ่นแล้วในเวลานั้น ส่วนที่มีผู้เล่าโยงการค้นพบครั้ง พ.ศ. 2392 เข้ากับรัชกาลที่ 4 หรือสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตรง ยังไม่พบในเอกสารที่ตรวจสอบได้ จึงควรถือเป็นเรื่องเล่าไปก่อน
อีกเรื่องที่เล่าสืบกันมาคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้นำพระกำแพงที่แตกหักจากกรุกลับไปวัดระฆังฯ และบดผสมลงในมวลสารพระสมเด็จที่ท่านสร้าง บางท่านยังชี้ว่าทรงซุ้มของพระสมเด็จยุคแรกคล้ายซุ้มของพระกำแพงซุ้มกอ เรื่องนี้ปรากฏในเอกสารท้องถิ่นและในหนังสือพระเครื่องหลายเล่ม แต่ไม่มีบันทึกร่วมสมัยยืนยัน จึงควรฟังในฐานะความเชื่อของวงการ
สำหรับนักสะสม คุณค่าของเรื่องนี้อยู่ที่มันเป็นจุดตั้งต้นของชื่อเสียงพระสกุลกำแพงเพชรทั้งหมด ตั้งแต่พระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุน พระลีลา ไปจนถึงพระจากกรุอื่น ๆ ในย่านทุ่งเศรษฐีฝั่งนครชุม ที่ขุดพบตามมาอีกหลายระลอก สิ่งที่ยืนยันได้คือมีการรื้อเจดีย์และพบพระกับลานเงินจริงในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ส่วนตำนานฤาษีและพุทธคุณเป็นมรดกทางความเชื่อที่อยู่คู่กับพระกลุ่มนี้มาตั้งแต่วันที่ออกจากกรุ
#พระกำแพง
#นครชุม
#จารึกลานเงิน
#ทุ่งเศรษฐี
ของสายมูน่าใช้
ลิงก์พันธมิตร
สติ๊กเกอร์เหนือดวง หลวงปู่ศิล
ประมาณ
฿249
ดูที่ Shopee
นังสือดูดวง โหราศาสตร์ ที่ได้รับการยอมรับว่าโคตรแม่น
ประมาณ
฿390
ดูที่ Shopee
สินค้าจำหน่ายและจัดส่งโดยร้านค้าบน Shopee · กรุแตกอาจได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อสั่งซื้อผ่านลิงก์นี้ โดยราคาของคุณไม่เปลี่ยน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็น