多方来源相互印证
历史
ทำไมรูปหล่อหลวงพ่อเงินถึงมีสองพิมพ์หลัก
浏览
3
参考来源
4
หลวงพ่อเงิน พุทฺธโชติ แห่งวัดหิรัญญาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดบางคลานและวัดวังตะโก อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นเกจิรุ่นเก่าที่มีประวัติค่อนข้างครบเมื่อเทียบกับพระร่วมยุค แต่ตัวเลขปีเกิดยังมีสองชุด ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรระบุว่าท่านเกิดวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2353 ขณะที่อีกหลายแหล่ง รวมถึงวิกิพีเดียและรายงานของไทยรัฐ ใช้ปี 2351 ด้วยวันที่เดียวกัน บิดาชื่ออู๋เป็นชาวบางคลาน มารดาชื่อฟักเป็นชาวแสนตอ แขวงกำแพงเพชร เมื่ออายุได้สามขวบ ลุงพาไปอยู่กรุงเทพฯ และได้เรียนหนังสือที่วัดตองปุหรือวัดชนะสงคราม ก่อนบรรพชาเป็นสามเณรที่นั่นเมื่ออายุสิบสอง
หลังอุปสมบทที่วัดชนะสงครามราวปี 2373 ได้ฉายาว่าพุทฺธโชติ ท่านศึกษาวิปัสสนาอยู่สามพรรษา แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดคงคารามหรือวัดบางคลานใต้ แต่ด้วยความที่ชอบความสงบ ท่านจึงย้ายออกไปปลูกกุฏิไม้ไผ่มุงแฝกอยู่ลำพังริมลำน้ำเก่า เรื่องเล่าที่วัดยังเล่าคือท่านปักกิ่งโพธิ์ไว้ริมตลิ่งแล้วอธิษฐานว่าถ้าที่นี่จะเป็นอารามได้ขอให้โพธิ์งอกงาม ต้นโพธิ์เติบโตจริงและวัดวังตะโกก็เกิดขึ้นราวปี 2377 ตามข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ท่านเป็นทั้งพระนักปฏิบัติ นักก่อสร้างที่คุมงานเอง และหมอยาแผนโบราณที่รักษาชาวบ้านด้วยสมุนไพรและน้ำมนต์ ตำรายาและสมุดข่อยของท่านยังเก็บรักษาไว้ที่วัด ท่านมรณภาพวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2462 แหล่งหนึ่งนับอายุได้ 109 ปี อีกแหล่งนับได้ 111 ปี ความต่างนี้มาจากปีเกิดที่ไม่ตรงกันนั่นเอง
ข้อมูลที่ผู้เริ่มสะสมมักไม่รู้คือ ตัวหลวงพ่อเงินเองไม่ได้นิยมสร้างพระเครื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรบันทึกคำของท่านว่าเรื่องคงกระพันเป็นเรื่องเจ็บตัว วัตถุมงคลที่สร้างทันท่านจึงมีจำนวนไม่มาก ชิ้นที่วงการยกย่องที่สุดคือรูปหล่อลอยองค์ขนาดเล็ก ซึ่งจัดกันเป็นสองพิมพ์หลักคือพิมพ์ขี้ตากับพิมพ์นิยม และยังมีเหรียญหล่ออีกสองแบบคือพิมพ์จอบเล็กกับพิมพ์จอบใหญ่ รวมเป็นสี่แบบที่คมชัดลึกระบุว่าเป็นกลุ่มที่นิยมกันมากที่สุด
คำตอบว่าทำไมจึงมีสองพิมพ์ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบให้ต่างกัน แต่อยู่ที่ว่าพระถูกหล่อต่างคราวกันและต่างมือช่าง ตามตำราที่คมชัดลึกอ้างถึง พิมพ์ขี้ตาและเหรียญจอบเล็กเป็นชุดที่สร้างขึ้นก่อนโดยฝีมือช่างชาวบ้าน ส่วนพิมพ์นิยมและเหรียญจอบใหญ่สร้างขึ้นในภายหลังไม่ห่างกันมาก โดยว่าจ้างช่างหล่ออาชีพจากย่านบ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ขึ้นไปเททองที่วัด งานของช่างอาชีพจึงได้สัดส่วนและรายละเอียดคมกว่า ขณะที่งานชุดแรกมีลักษณะพื้นบ้านชัดเจน ชื่อ "นิยม" จึงบอกตรง ๆ ว่าเป็นพิมพ์ที่ตลาดชอบมากกว่า ส่วนชื่อ "ขี้ตา" ไทยรัฐอธิบายว่ามาจากรอยเม็ดติ่งเล็ก ๆ ที่ตาขององค์พระ ซึ่งเป็นลักษณะที่มากับแม่พิมพ์ ไม่ใช่รอยตะไบหรือฟองอากาศอย่างที่บางครั้งเข้าใจกัน
แม้ในพิมพ์ขี้ตาเองก็ยังแยกย่อยได้อีกตามลักษณะชายจีวร ไทยรัฐแบ่งไว้สี่แบบ คือพิมพ์ห้าชาย พิมพ์สี่ชายใหญ่ พิมพ์สี่ชายเล็ก และพิมพ์สามชาย จุดที่ผู้ชำนาญใช้ดูนอกจากพิมพ์ทรงคือธรรมชาติของงานหล่อโบราณ เช่น ดินขี้เบ้าที่ยังติดอยู่ตามซอก เม็ดกรวดเม็ดแร่ และรอยเดือดของโลหะที่เกิดเองตามธรรมชาติ เพราะพระหล่อยุคนั้นเทลงในเบ้าดินที่ต้องทุบออกหลังโลหะเย็นตัว รายละเอียดแต่ละองค์จึงไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่างจากของทำเลียนแบบยุคหลังที่มักถอดแบบจากองค์จริงแล้วผลิตซ้ำจนหน้าตาเหมือนกันทั้งชุด
ชื่อเสียงของท่านยังโยงถึงราชสำนัก ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรเล่าว่าหลวงพ่อเงินเป็นศิษย์สำนักเดียวกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงปู่ศุขเป็นผู้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มาศึกษาวิปัสสนากับท่าน รายชื่อศิษย์ที่สื่อหลายสำนักอ้างถึงยังรวมพระเกจิสายพิจิตรอีกหลายรูป เช่น หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง และหลวงพ่อน้อย วัดคงคาราม ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมวิชาสายบางคลานจึงแผ่ไปทั่วลุ่มน้ำยมและน่าน
ทุกวันนี้วัดบางคลานมีมณฑปพิพิธภัณฑ์สองชั้นที่ประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงิน และยังเป็นจุดหมายของผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจรูปหล่อสายนี้ ข้อควรจำคือของแท้ที่ทันท่านมีน้อยตามที่วัดเองก็บันทึกไว้ ขณะที่ความต้องการมีมาก ของเลียนแบบจึงมีทุกยุค การศึกษาจากองค์ครูที่ผ่านการยืนยันแล้ว และการเข้าใจว่าพิมพ์ต่างกันเพราะต่างคราวต่างช่าง จะช่วยให้มองรูปหล่อหลวงพ่อเงินได้อย่างเข้าใจมากกว่าการจำตำหนิเพียงอย่างเดียว
หลังอุปสมบทที่วัดชนะสงครามราวปี 2373 ได้ฉายาว่าพุทฺธโชติ ท่านศึกษาวิปัสสนาอยู่สามพรรษา แล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดคงคารามหรือวัดบางคลานใต้ แต่ด้วยความที่ชอบความสงบ ท่านจึงย้ายออกไปปลูกกุฏิไม้ไผ่มุงแฝกอยู่ลำพังริมลำน้ำเก่า เรื่องเล่าที่วัดยังเล่าคือท่านปักกิ่งโพธิ์ไว้ริมตลิ่งแล้วอธิษฐานว่าถ้าที่นี่จะเป็นอารามได้ขอให้โพธิ์งอกงาม ต้นโพธิ์เติบโตจริงและวัดวังตะโกก็เกิดขึ้นราวปี 2377 ตามข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ท่านเป็นทั้งพระนักปฏิบัติ นักก่อสร้างที่คุมงานเอง และหมอยาแผนโบราณที่รักษาชาวบ้านด้วยสมุนไพรและน้ำมนต์ ตำรายาและสมุดข่อยของท่านยังเก็บรักษาไว้ที่วัด ท่านมรณภาพวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2462 แหล่งหนึ่งนับอายุได้ 109 ปี อีกแหล่งนับได้ 111 ปี ความต่างนี้มาจากปีเกิดที่ไม่ตรงกันนั่นเอง
ข้อมูลที่ผู้เริ่มสะสมมักไม่รู้คือ ตัวหลวงพ่อเงินเองไม่ได้นิยมสร้างพระเครื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรบันทึกคำของท่านว่าเรื่องคงกระพันเป็นเรื่องเจ็บตัว วัตถุมงคลที่สร้างทันท่านจึงมีจำนวนไม่มาก ชิ้นที่วงการยกย่องที่สุดคือรูปหล่อลอยองค์ขนาดเล็ก ซึ่งจัดกันเป็นสองพิมพ์หลักคือพิมพ์ขี้ตากับพิมพ์นิยม และยังมีเหรียญหล่ออีกสองแบบคือพิมพ์จอบเล็กกับพิมพ์จอบใหญ่ รวมเป็นสี่แบบที่คมชัดลึกระบุว่าเป็นกลุ่มที่นิยมกันมากที่สุด
คำตอบว่าทำไมจึงมีสองพิมพ์ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบให้ต่างกัน แต่อยู่ที่ว่าพระถูกหล่อต่างคราวกันและต่างมือช่าง ตามตำราที่คมชัดลึกอ้างถึง พิมพ์ขี้ตาและเหรียญจอบเล็กเป็นชุดที่สร้างขึ้นก่อนโดยฝีมือช่างชาวบ้าน ส่วนพิมพ์นิยมและเหรียญจอบใหญ่สร้างขึ้นในภายหลังไม่ห่างกันมาก โดยว่าจ้างช่างหล่ออาชีพจากย่านบ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ขึ้นไปเททองที่วัด งานของช่างอาชีพจึงได้สัดส่วนและรายละเอียดคมกว่า ขณะที่งานชุดแรกมีลักษณะพื้นบ้านชัดเจน ชื่อ "นิยม" จึงบอกตรง ๆ ว่าเป็นพิมพ์ที่ตลาดชอบมากกว่า ส่วนชื่อ "ขี้ตา" ไทยรัฐอธิบายว่ามาจากรอยเม็ดติ่งเล็ก ๆ ที่ตาขององค์พระ ซึ่งเป็นลักษณะที่มากับแม่พิมพ์ ไม่ใช่รอยตะไบหรือฟองอากาศอย่างที่บางครั้งเข้าใจกัน
แม้ในพิมพ์ขี้ตาเองก็ยังแยกย่อยได้อีกตามลักษณะชายจีวร ไทยรัฐแบ่งไว้สี่แบบ คือพิมพ์ห้าชาย พิมพ์สี่ชายใหญ่ พิมพ์สี่ชายเล็ก และพิมพ์สามชาย จุดที่ผู้ชำนาญใช้ดูนอกจากพิมพ์ทรงคือธรรมชาติของงานหล่อโบราณ เช่น ดินขี้เบ้าที่ยังติดอยู่ตามซอก เม็ดกรวดเม็ดแร่ และรอยเดือดของโลหะที่เกิดเองตามธรรมชาติ เพราะพระหล่อยุคนั้นเทลงในเบ้าดินที่ต้องทุบออกหลังโลหะเย็นตัว รายละเอียดแต่ละองค์จึงไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่างจากของทำเลียนแบบยุคหลังที่มักถอดแบบจากองค์จริงแล้วผลิตซ้ำจนหน้าตาเหมือนกันทั้งชุด
ชื่อเสียงของท่านยังโยงถึงราชสำนัก ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตรเล่าว่าหลวงพ่อเงินเป็นศิษย์สำนักเดียวกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงปู่ศุขเป็นผู้แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์มาศึกษาวิปัสสนากับท่าน รายชื่อศิษย์ที่สื่อหลายสำนักอ้างถึงยังรวมพระเกจิสายพิจิตรอีกหลายรูป เช่น หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง และหลวงพ่อน้อย วัดคงคาราม ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมวิชาสายบางคลานจึงแผ่ไปทั่วลุ่มน้ำยมและน่าน
ทุกวันนี้วัดบางคลานมีมณฑปพิพิธภัณฑ์สองชั้นที่ประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อเงิน และยังเป็นจุดหมายของผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจรูปหล่อสายนี้ ข้อควรจำคือของแท้ที่ทันท่านมีน้อยตามที่วัดเองก็บันทึกไว้ ขณะที่ความต้องการมีมาก ของเลียนแบบจึงมีทุกยุค การศึกษาจากองค์ครูที่ผ่านการยืนยันแล้ว และการเข้าใจว่าพิมพ์ต่างกันเพราะต่างคราวต่างช่าง จะช่วยให้มองรูปหล่อหลวงพ่อเงินได้อย่างเข้าใจมากกว่าการจำตำหนิเพียงอย่างเดียว
#ประวัติศาสตร์
#หลวงพ่อเงิน
#รูปหล่อ
留言
目前尚无留言,成为第一位留言的人