口耳相传
传说
ที่มาของชื่อ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
浏览
4
参考来源
4
เรื่องของหลวงปู่ทวดมีสองชั้นซ้อนกันอยู่เสมอ ชั้นหนึ่งคือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของพระเถระที่เอกสารท้องถิ่นเรียกว่า "สมเด็จเจ้าพะโคะ" อีกชั้นคือตำนานอภินิหารที่คนทั้งประเทศรู้จักในนาม "หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" บทความของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ชี้ว่าชื่อสมเด็จเจ้าพะโคะปรากฏในเอกสารกลุ่มพระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา ซึ่งบันทึกการที่พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาพระราชทานที่นาและข้าพระให้วัดทางหัวเมืองปักษ์ใต้ ตามเอกสารนี้ เจ้าอาวาสวัดพะโคะผู้เคยอยู่กรุงศรีอยุธยาได้ขอพระราชทานการบูรณะวัดหลังบ้านเมืองแถบสทิงพระถูกโจรสลัดปล้นเผา และได้รับกัลปนาในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถราว พ.ศ. 2153 ครอบคลุมวัดในคาบสมุทรสทิงพระหลายสิบแห่ง นี่คือส่วนที่มีหลักฐานเอกสารรองรับ ส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดเป็นคำเล่าที่สืบต่อกันในท้องถิ่น
ตำนานฉบับที่ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ของหอสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เรียบเรียงไว้ เล่าว่าท่านเกิดราว พ.ศ. 2125 ที่บ้านสวนจันทร์ เมืองสทิงพระ ได้ชื่อว่า "ปู" บิดาชื่อหู มารดาชื่อจันทร์ ครอบครัวยากจนและอาศัยที่ดินของเศรษฐีชื่อปาน ระหว่างที่พ่อแม่เกี่ยวข้าวโดยผูกเปลให้ลูกนอนใต้ร่มไม้ มีงูใหญ่มาพันเปลแล้วชูคอแผ่แม่เบี้ย เมื่องูเลื้อยจากไป ทารกยังหลับสบายดี และมีลูกแก้วกลมใสวางอยู่ข้างตัว เศรษฐีปานขอดวงแก้วนั้นไปครอบครอง แต่แล้วบ้านเศรษฐีก็เกิดเหตุร้ายติดต่อกันจนต้องนำมาคืน ตำนานว่าหลังจากนั้นฐานะของครอบครัวก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ทุกวันนี้ต้นเลียบใหญ่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังรกของท่านยังได้รับการดูแลอยู่ที่วัดต้นเลียบ ใกล้วัดพะโคะ
เส้นทางการศึกษาในตำนานเล่าไว้ละเอียด อายุราวเจ็ดขวบบิดามารดานำไปฝากสมภารจวงผู้เป็นญาติที่วัดดีหลวง บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุสิบห้า แล้วไปเรียนต่อกับพระเถระที่วัดสีหยัง ก่อนข้ามไปศึกษาที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่ออายุครบยี่สิบจึงอุปสมบทที่วัดเสมาเมือง ได้ฉายาว่า "สามีราโม" เล่ากันว่าพระอุปัชฌาย์นำเรือสี่ลำมาผูกเข้าเป็นแพทำพิธีกลางคลอง ลำคลองนั้นจึงได้ชื่อว่าคลองท่าแพสืบมา
ตอนที่เป็นที่มาของสมญานามเกิดขึ้นเมื่อพระภิกษุหนุ่มขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ พ่อค้าข้าวชาวสทิงพระ เพื่อขึ้นไปเรียนต่อที่กรุงศรีอยุธยา เรือออกทะเลได้ราวสามวันก็เจอพายุ ต้องลดใบทอดสมออยู่อีกหลายวันจนน้ำจืดบนเรือหมด เจ้าของเรือโทษว่าเหตุร้ายเกิดเพราะมีพระโดยสารมา จึงสั่งให้ส่งท่านลงเรือเล็กไปขึ้นฝั่ง ขณะนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านหย่อนเท้าลงแตะน้ำทะเลแล้วบอกให้ลูกเรือตักขึ้นมาชิม ปรากฏว่าน้ำตรงนั้นจืดสนิท คนบนเรือใหญ่พากันตักขึ้นไปดื่ม เจ้าของเรือจึงสำนึกผิดและนิมนต์ท่านกลับขึ้นเรือ ตำนานฉบับที่แพร่หลายเล่าต่อว่าเมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ท่านแก้ปริศนาธรรมที่ทูตต่างแดนนำมาท้าทายได้ จนได้รับสมณศักดิ์ แล้วกลับมาบูรณะวัดพะโคะด้วยศิลาแลงที่บรรทุกเรือมาจากเมืองหลวง รายละเอียดช่วงนี้ต่างกันไปตามแต่ละสำนวน
สายตำนานอีกสายหนึ่งมาจากปัตตานี ชาวพุทธแถบอำเภอหนองจิกเล่าถึงพระธุดงค์ที่ผู้คนเรียกว่า "ท่านลังกา" ผู้จาริกไปจนถึงเมืองไทรบุรีและมรณภาพที่นั่น ระหว่างนำศพกลับมายังวัดช้างให้ จุดที่ขบวนหยุดพักถูกจดจำเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ บทความของมูลนิธิเล็ก-ประไพระบุว่า เมื่อวัดช้างให้จัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดราว พ.ศ. 2497 ได้มีการเรียบเรียงประวัติให้ท่านลังกาเป็นองค์เดียวกับสมเด็จเจ้าพะโคะแห่งสทิงพระ ภาพ "หลวงปู่ทวด วัดช้างให้" จึงกลายเป็นภาพจำของคนทั้งประเทศ ขณะที่ชื่อสมเด็จเจ้าพะโคะในความทรงจำท้องถิ่นค่อย ๆ เลือนลงไป
ต้องบันทึกให้ชัดว่า วันเกิด ชื่อบิดามารดา เรื่องงูคายแก้ว และการเหยียบน้ำทะเลให้จืด ไม่มีเอกสารร่วมสมัยสมัยอยุธยาฉบับใดยืนยัน สิ่งที่มีหลักฐานคือวัดพะโคะและการกัลปนาของราชสำนัก ส่วนคำว่า "ไม่ตายโหง" ที่ผูกกับพระหลวงปู่ทวดเป็นคำที่ชั้นหลังสรุปจากเรื่องเล่าประสบการณ์ของผู้บูชา ไม่ใช่คำที่มีบันทึกว่าท่านกล่าวไว้เอง
กระนั้นตำนานก็ยังมีชีวิตอยู่ในพื้นที่จริง วารสารเมืองโบราณพาไปดูเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวดที่ชุมชนรอบวัดพะโคะจัดขึ้นเอง ตั้งแต่ต้นเลียบ ศาลาตาหู-ยายจันทร์ สถูปสมภารจวง ไปจนถึงรอยบนแผ่นหินที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยเท้าของท่าน ครั้งน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ปี 2553 ชาวบ้านจำนวนมากหนีขึ้นไปพักบนเขาพะโคะและกราบไหว้ขอให้บารมีสมเด็จเจ้าพะโคะคุ้มครอง ภาพ "เหยียบน้ำทะเลจืด" จึงยังทำหน้าที่เดิมมาหลายร้อยปี คือเป็นเรื่องเล่าที่เปลี่ยนความหวาดกลัวกลางทะเลให้เป็นความหวัง และเป็นสายใยที่ผูกคนคาบสมุทรสทิงพระไว้ด้วยกัน
ตำนานฉบับที่ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ของหอสมุดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เรียบเรียงไว้ เล่าว่าท่านเกิดราว พ.ศ. 2125 ที่บ้านสวนจันทร์ เมืองสทิงพระ ได้ชื่อว่า "ปู" บิดาชื่อหู มารดาชื่อจันทร์ ครอบครัวยากจนและอาศัยที่ดินของเศรษฐีชื่อปาน ระหว่างที่พ่อแม่เกี่ยวข้าวโดยผูกเปลให้ลูกนอนใต้ร่มไม้ มีงูใหญ่มาพันเปลแล้วชูคอแผ่แม่เบี้ย เมื่องูเลื้อยจากไป ทารกยังหลับสบายดี และมีลูกแก้วกลมใสวางอยู่ข้างตัว เศรษฐีปานขอดวงแก้วนั้นไปครอบครอง แต่แล้วบ้านเศรษฐีก็เกิดเหตุร้ายติดต่อกันจนต้องนำมาคืน ตำนานว่าหลังจากนั้นฐานะของครอบครัวก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ทุกวันนี้ต้นเลียบใหญ่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ฝังรกของท่านยังได้รับการดูแลอยู่ที่วัดต้นเลียบ ใกล้วัดพะโคะ
เส้นทางการศึกษาในตำนานเล่าไว้ละเอียด อายุราวเจ็ดขวบบิดามารดานำไปฝากสมภารจวงผู้เป็นญาติที่วัดดีหลวง บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุสิบห้า แล้วไปเรียนต่อกับพระเถระที่วัดสีหยัง ก่อนข้ามไปศึกษาที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่ออายุครบยี่สิบจึงอุปสมบทที่วัดเสมาเมือง ได้ฉายาว่า "สามีราโม" เล่ากันว่าพระอุปัชฌาย์นำเรือสี่ลำมาผูกเข้าเป็นแพทำพิธีกลางคลอง ลำคลองนั้นจึงได้ชื่อว่าคลองท่าแพสืบมา
ตอนที่เป็นที่มาของสมญานามเกิดขึ้นเมื่อพระภิกษุหนุ่มขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ พ่อค้าข้าวชาวสทิงพระ เพื่อขึ้นไปเรียนต่อที่กรุงศรีอยุธยา เรือออกทะเลได้ราวสามวันก็เจอพายุ ต้องลดใบทอดสมออยู่อีกหลายวันจนน้ำจืดบนเรือหมด เจ้าของเรือโทษว่าเหตุร้ายเกิดเพราะมีพระโดยสารมา จึงสั่งให้ส่งท่านลงเรือเล็กไปขึ้นฝั่ง ขณะนั่งอยู่ในเรือเล็ก ท่านหย่อนเท้าลงแตะน้ำทะเลแล้วบอกให้ลูกเรือตักขึ้นมาชิม ปรากฏว่าน้ำตรงนั้นจืดสนิท คนบนเรือใหญ่พากันตักขึ้นไปดื่ม เจ้าของเรือจึงสำนึกผิดและนิมนต์ท่านกลับขึ้นเรือ ตำนานฉบับที่แพร่หลายเล่าต่อว่าเมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ท่านแก้ปริศนาธรรมที่ทูตต่างแดนนำมาท้าทายได้ จนได้รับสมณศักดิ์ แล้วกลับมาบูรณะวัดพะโคะด้วยศิลาแลงที่บรรทุกเรือมาจากเมืองหลวง รายละเอียดช่วงนี้ต่างกันไปตามแต่ละสำนวน
สายตำนานอีกสายหนึ่งมาจากปัตตานี ชาวพุทธแถบอำเภอหนองจิกเล่าถึงพระธุดงค์ที่ผู้คนเรียกว่า "ท่านลังกา" ผู้จาริกไปจนถึงเมืองไทรบุรีและมรณภาพที่นั่น ระหว่างนำศพกลับมายังวัดช้างให้ จุดที่ขบวนหยุดพักถูกจดจำเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ บทความของมูลนิธิเล็ก-ประไพระบุว่า เมื่อวัดช้างให้จัดสร้างพระเครื่องหลวงปู่ทวดราว พ.ศ. 2497 ได้มีการเรียบเรียงประวัติให้ท่านลังกาเป็นองค์เดียวกับสมเด็จเจ้าพะโคะแห่งสทิงพระ ภาพ "หลวงปู่ทวด วัดช้างให้" จึงกลายเป็นภาพจำของคนทั้งประเทศ ขณะที่ชื่อสมเด็จเจ้าพะโคะในความทรงจำท้องถิ่นค่อย ๆ เลือนลงไป
ต้องบันทึกให้ชัดว่า วันเกิด ชื่อบิดามารดา เรื่องงูคายแก้ว และการเหยียบน้ำทะเลให้จืด ไม่มีเอกสารร่วมสมัยสมัยอยุธยาฉบับใดยืนยัน สิ่งที่มีหลักฐานคือวัดพะโคะและการกัลปนาของราชสำนัก ส่วนคำว่า "ไม่ตายโหง" ที่ผูกกับพระหลวงปู่ทวดเป็นคำที่ชั้นหลังสรุปจากเรื่องเล่าประสบการณ์ของผู้บูชา ไม่ใช่คำที่มีบันทึกว่าท่านกล่าวไว้เอง
กระนั้นตำนานก็ยังมีชีวิตอยู่ในพื้นที่จริง วารสารเมืองโบราณพาไปดูเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยหลวงปู่ทวดที่ชุมชนรอบวัดพะโคะจัดขึ้นเอง ตั้งแต่ต้นเลียบ ศาลาตาหู-ยายจันทร์ สถูปสมภารจวง ไปจนถึงรอยบนแผ่นหินที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยเท้าของท่าน ครั้งน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ปี 2553 ชาวบ้านจำนวนมากหนีขึ้นไปพักบนเขาพะโคะและกราบไหว้ขอให้บารมีสมเด็จเจ้าพะโคะคุ้มครอง ภาพ "เหยียบน้ำทะเลจืด" จึงยังทำหน้าที่เดิมมาหลายร้อยปี คือเป็นเรื่องเล่าที่เปลี่ยนความหวาดกลัวกลางทะเลให้เป็นความหวัง และเป็นสายใยที่ผูกคนคาบสมุทรสทิงพระไว้ด้วยกัน
#ตำนาน
#หลวงปู่ทวด
#วัดพะโคะ
留言
目前尚无留言,成为第一位留言的人