多方来源相互印证
来源传承
กรุปรางค์วัดพระศรีฯ สุพรรณบุรีแตก 2456 — พระผงสุพรรณกับปริศนาลานทอง
浏览
2
参考来源
4
ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ ในเขตตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี มีปรางค์อิฐถือปูนองค์หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองเก่ามาหลายร้อยปี นั่นคือพระปรางค์ประธานของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตามคำอธิบายของกรมศิลปากร องค์ปรางค์มีฐานบัวซ้อนกันหลายชั้นแบบย่อมุม เรือนธาตุมีซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ประดับลายปูนปั้นรูปสัตว์หิมพานต์และลายกลีบบัว ส่วนยอดเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นขึ้นไปจนถึงนภศูล รูปแบบเช่นนี้นักวิชาการส่วนหนึ่งจัดให้อยู่ในศิลปะอยุธยาตอนต้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าอาจเก่ากว่าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเสียอีก โดยเทียบกับปรางค์วัดราชบูรณะที่ทราบปีสร้างแน่ชัด การถกเถียงเรื่องอายุนี้ยังไม่มีข้อยุติจนทุกวันนี้
ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 วัดแห่งนี้ทรุดโทรมจนแทบเป็นวัดร้าง สื่อพระเครื่องหลายสำนักเล่าตรงกันว่าผู้ที่ลงมือขุดปรางค์เป็นกลุ่มแรกคือคนที่เข้ามาอาศัยทำสวนในบริเวณวัด แต่ข้อเท็จจริงที่มีบันทึกเป็นทางการคือ เมื่อ พ.ศ. 2456 เกิดการลักลอบขุดหาของมีค่าในองค์ปรางค์ ทางเมืองสุพรรณบุรีจึงเข้ามาควบคุม ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า พระยาสุนทรบุรี ผู้ว่าราชการเมืองในเวลานั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปดำเนินการ และพบแผ่นลานทองจารึกอักษรจำนวน 4 แผ่น พร้อมพระพุทธรูปและพระพิมพ์อีกเป็นจำนวนมาก ของที่พบส่วนสำคัญถูกส่งเข้าไปยังกรุงเทพฯ ถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงสนพระทัยงานโบราณคดีเป็นพิเศษ
ในบรรดาพระพิมพ์ที่ไหลออกจากกรุคราวนั้น กลุ่มที่ต่อมากลายเป็นตำนานของวงการคือพระพิมพ์เนื้อดินผสมผงขนาดเล็ก รูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมปลายมน มีพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยอยู่ภายใน ชาวบ้านและนักเลงพระเรียกกันว่าพระผงสุพรรณ ลักษณะเด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำคือพระพักตร์ ซึ่งวงการแยกออกเป็นสามพิมพ์ใหญ่ ได้แก่ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม ส่วนสีของเนื้อพระพบได้หลายโทนตั้งแต่แดง เหลือง เขียว ไปจนถึงดำ ตามแต่ส่วนผสมและสภาพในกรุ นอกจากนี้ยังมีพระเนื้อโลหะที่วงการเรียกแยกชื่อออกไปต่างหากด้วย ภายหลังพระผงสุพรรณได้รับการยกย่องให้อยู่ในชุดเบญจภาคี ซึ่งทำให้ชื่อของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักสะสมทั่วประเทศ
คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ลานทองที่พบในกรุบอกอะไรเราบ้าง ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้บันทึกลานทองแผ่นหนึ่งจากกรุนี้ไว้ละเอียด ทะเบียนเดิมเรียกว่า สพ. 5 หรือหลักที่ 47 เป็นแผ่นทองคำกว้างราว 11.5 เซนติเมตร ยาวราว 58 เซนติเมตร หนัก 128.5 กรัม จารด้วยอักษรขอมเป็นภาษาบาลี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื้อความโดยสังเขปกล่าวถึงพระราชาพระองค์หนึ่งที่โปรดให้สร้างสถูปและบรรจุพระบรมธาตุ ต่อมาพระราชโอรสได้บูรณะสถูปนั้น ถวายเครื่องบูชาอันมีค่า และตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ กรมศิลปากรเองก็กล่าวถึงลานทองชุดนี้ว่าเอ่ยถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและบูรณะปรางค์
แต่การตีความยังไม่ลงตัว หอสมุดแห่งชาติเคยกำหนดอายุจากรูปอักษรไว้ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มเห็นว่าองค์ปรางค์น่าจะเก่ากว่านั้นมาก และบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าถ้อยคำในจารึกมีลักษณะยกย่องตนเองซึ่งไม่ค่อยตรงกับขนบของจารึกฝ่ายพระมหากษัตริย์ ผู้จารจึงอาจเป็นบุคคลอื่น ข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนว่า ลานทองไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปเรื่องปีสร้างพระผงสุพรรณอย่างที่หลายคนเข้าใจ
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ ในวงการพระเครื่องมีการเล่าต่อกันอย่างแพร่หลายว่า ลานทองจากกรุนี้ระบุว่าพระผงสุพรรณสร้างโดยฤาษีผู้ทรงฤทธิ์หลายตน มีฤาษีพิมพิไลยเป็นประธาน ผสมผงว่านและเกสรมงคลจำนวนมาก และพระเนื้อโลหะทำจากแร่ที่เรียกว่าสังฆวานร เรื่องเล่านี้อาจมีที่มาจากสำเนาหรือเอกสารที่ถ่ายทอดกันภายหลัง เพราะมีรายงานว่าหลังเปิดกรุ แผ่นลานทองและลานเงินบางส่วนสูญหายหรือถูกนำไปหลอม แต่เนื้อความของลานทองที่ขึ้นทะเบียนไว้ในฐานข้อมูลจารึกไม่ได้กล่าวถึงฤาษีหรือวิธีสร้างพระพิมพ์เลย ผู้อ่านจึงควรถือตำนานฤาษีเป็นความเชื่อของวงการ ไม่ใช่ข้อความที่ยืนยันได้จากจารึกองค์จริง ที่น่าสังเกตคือเรื่องเล่าทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในลานเงินของกรุนครชุม เมืองกำแพงเพชร ด้วย
สำหรับนักสะสม เรื่องราวของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีคุณค่าในฐานะแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ว่าพระกลุ่มนี้ออกจากกรุจริงเมื่อราว พ.ศ. 2456 ภายใต้การดูแลของทางราชการ แต่ประวัติของกรุไม่ได้รับรองความแท้ของพระองค์ใดองค์หนึ่งได้ การพิจารณาพิมพ์ เนื้อ และร่องรอยอายุยังเป็นงานที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญ ส่วนคำถามว่าใครสร้าง และสร้างเมื่อใด ยังเป็นโจทย์เปิดที่นักประวัติศาสตร์และนักจารึกศึกษายังค้นคว้าต่อไป
ในช่วงต้นรัชกาลที่ 6 วัดแห่งนี้ทรุดโทรมจนแทบเป็นวัดร้าง สื่อพระเครื่องหลายสำนักเล่าตรงกันว่าผู้ที่ลงมือขุดปรางค์เป็นกลุ่มแรกคือคนที่เข้ามาอาศัยทำสวนในบริเวณวัด แต่ข้อเท็จจริงที่มีบันทึกเป็นทางการคือ เมื่อ พ.ศ. 2456 เกิดการลักลอบขุดหาของมีค่าในองค์ปรางค์ ทางเมืองสุพรรณบุรีจึงเข้ามาควบคุม ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า พระยาสุนทรบุรี ผู้ว่าราชการเมืองในเวลานั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปดำเนินการ และพบแผ่นลานทองจารึกอักษรจำนวน 4 แผ่น พร้อมพระพุทธรูปและพระพิมพ์อีกเป็นจำนวนมาก ของที่พบส่วนสำคัญถูกส่งเข้าไปยังกรุงเทพฯ ถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงสนพระทัยงานโบราณคดีเป็นพิเศษ
ในบรรดาพระพิมพ์ที่ไหลออกจากกรุคราวนั้น กลุ่มที่ต่อมากลายเป็นตำนานของวงการคือพระพิมพ์เนื้อดินผสมผงขนาดเล็ก รูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมปลายมน มีพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยอยู่ภายใน ชาวบ้านและนักเลงพระเรียกกันว่าพระผงสุพรรณ ลักษณะเด่นที่ทำให้ผู้คนจดจำคือพระพักตร์ ซึ่งวงการแยกออกเป็นสามพิมพ์ใหญ่ ได้แก่ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม ส่วนสีของเนื้อพระพบได้หลายโทนตั้งแต่แดง เหลือง เขียว ไปจนถึงดำ ตามแต่ส่วนผสมและสภาพในกรุ นอกจากนี้ยังมีพระเนื้อโลหะที่วงการเรียกแยกชื่อออกไปต่างหากด้วย ภายหลังพระผงสุพรรณได้รับการยกย่องให้อยู่ในชุดเบญจภาคี ซึ่งทำให้ชื่อของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนักสะสมทั่วประเทศ
คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ลานทองที่พบในกรุบอกอะไรเราบ้าง ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้บันทึกลานทองแผ่นหนึ่งจากกรุนี้ไว้ละเอียด ทะเบียนเดิมเรียกว่า สพ. 5 หรือหลักที่ 47 เป็นแผ่นทองคำกว้างราว 11.5 เซนติเมตร ยาวราว 58 เซนติเมตร หนัก 128.5 กรัม จารด้วยอักษรขอมเป็นภาษาบาลี ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื้อความโดยสังเขปกล่าวถึงพระราชาพระองค์หนึ่งที่โปรดให้สร้างสถูปและบรรจุพระบรมธาตุ ต่อมาพระราชโอรสได้บูรณะสถูปนั้น ถวายเครื่องบูชาอันมีค่า และตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ กรมศิลปากรเองก็กล่าวถึงลานทองชุดนี้ว่าเอ่ยถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและบูรณะปรางค์
แต่การตีความยังไม่ลงตัว หอสมุดแห่งชาติเคยกำหนดอายุจากรูปอักษรไว้ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งตรงกับสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มเห็นว่าองค์ปรางค์น่าจะเก่ากว่านั้นมาก และบางท่านตั้งข้อสังเกตว่าถ้อยคำในจารึกมีลักษณะยกย่องตนเองซึ่งไม่ค่อยตรงกับขนบของจารึกฝ่ายพระมหากษัตริย์ ผู้จารจึงอาจเป็นบุคคลอื่น ข้อถกเถียงเหล่านี้สะท้อนว่า ลานทองไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปเรื่องปีสร้างพระผงสุพรรณอย่างที่หลายคนเข้าใจ
อีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ ในวงการพระเครื่องมีการเล่าต่อกันอย่างแพร่หลายว่า ลานทองจากกรุนี้ระบุว่าพระผงสุพรรณสร้างโดยฤาษีผู้ทรงฤทธิ์หลายตน มีฤาษีพิมพิไลยเป็นประธาน ผสมผงว่านและเกสรมงคลจำนวนมาก และพระเนื้อโลหะทำจากแร่ที่เรียกว่าสังฆวานร เรื่องเล่านี้อาจมีที่มาจากสำเนาหรือเอกสารที่ถ่ายทอดกันภายหลัง เพราะมีรายงานว่าหลังเปิดกรุ แผ่นลานทองและลานเงินบางส่วนสูญหายหรือถูกนำไปหลอม แต่เนื้อความของลานทองที่ขึ้นทะเบียนไว้ในฐานข้อมูลจารึกไม่ได้กล่าวถึงฤาษีหรือวิธีสร้างพระพิมพ์เลย ผู้อ่านจึงควรถือตำนานฤาษีเป็นความเชื่อของวงการ ไม่ใช่ข้อความที่ยืนยันได้จากจารึกองค์จริง ที่น่าสังเกตคือเรื่องเล่าทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในลานเงินของกรุนครชุม เมืองกำแพงเพชร ด้วย
สำหรับนักสะสม เรื่องราวของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมีคุณค่าในฐานะแหล่งที่มาที่ตรวจสอบได้ว่าพระกลุ่มนี้ออกจากกรุจริงเมื่อราว พ.ศ. 2456 ภายใต้การดูแลของทางราชการ แต่ประวัติของกรุไม่ได้รับรองความแท้ของพระองค์ใดองค์หนึ่งได้ การพิจารณาพิมพ์ เนื้อ และร่องรอยอายุยังเป็นงานที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญ ส่วนคำถามว่าใครสร้าง และสร้างเมื่อใด ยังเป็นโจทย์เปิดที่นักประวัติศาสตร์และนักจารึกศึกษายังค้นคว้าต่อไป
#พระผงสุพรรณ
#สุพรรณบุรี
#จารึกลานทอง
#เปิดกรุ
留言
目前尚无留言,成为第一位留言的人