已证实
历史
คืนพระธาตุพนมล้ม 11 สิงหาคม 2518 — สิ่งที่พบในซากอิฐและการสร้างใหม่
浏览
3
参考来源
4
สำหรับคนสองฝั่งโขง พระธาตุพนมไม่ใช่เพียงเจดีย์เก่า แต่เป็นหลักใจของทั้งชาวไทยอีสานและชาวลาว ตำนานอุรังคธาตุเล่าว่าพระมหากัสสปะนำพระอุรังคธาตุ หรือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า มาประดิษฐานที่ภูกำพร้าร่วมกับพญาทั้งห้าเมือง ตำนานยังกำหนดอายุการสร้างครั้งแรกไว้ตั้งแต่ราว พ.ศ. 8 ซึ่งเป็นข้อมูลในระดับตำนาน ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรสรุปว่านักวิชาการเสนอช่วงอายุไว้หลากหลาย ตั้งแต่ความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่าเก่าก่อนสมัยขอม ไปจนถึงการกำหนดอายุจากเทคนิคการก่ออิฐไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ถึง 15 และยังมีงานศึกษาที่ชี้ว่าตัวตำนานอุรังคธาตุเองน่าจะเรียบเรียงขึ้นในราชสำนักลาวสมัยพระเจ้าสุริยวงศา
ตลอดหลายศตวรรษ องค์พระธาตุได้รับการบูรณะเสริมต่อหลายครั้ง ที่สำคัญคือสมัยราชครูหลวงโพนสะเม็กที่ก่อเสริมยอดให้สูงขึ้นแบบศิลปะล้านช้าง และช่วงปี 2483 ถึง 2484 ที่รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้กรมศิลปากรเทคอนกรีตเสริมเหล็กต่อยอดขึ้นไปอีกราว 10 เมตร พร้อมทำฉัตรทองคำใหม่ ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ายอดที่เสริมนี้หนักมาก แต่ไม่มีการเสริมฐานเดิมรับน้ำหนักเลย ข้อเท็จจริงนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญเมื่อมีการวิเคราะห์สาเหตุของภัยพิบัติในอีกสามสิบกว่าปีต่อมา
ต้นปี 2518 องค์พระธาตุเริ่มแสดงอาการ ไทยรัฐและวารสารเมืองโบราณเล่าตรงกันว่าหลังแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2518 เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ลามจากส่วนบนลงสู่ฐาน พอถึงฤดูฝนเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ฝนตกหนักเกือบทุกวันและลมพัดแรง รอยร้าวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลา 19.38 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2518 องค์พระธาตุพนมก็ล้มลงทั้งองค์ แตกเป็นสามท่อนและฟาดไปทางทิศตะวันออก ท่อนยอดคอนกรีตยาวราว 20 เมตรที่เสริมเมื่อปี 2483 ทับศาลาการเปรียญแหลกและวิหารหอพระแก้วพังเกือบทั้งหลัง ส่วนฉัตรทองคำเสียหายเพียงเล็กน้อย ข่าวนี้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ท่ามกลางซากอิฐ มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ทุกแหล่งกล่าวตรงกัน คืออุโมงค์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไม่ได้รับความเสียหาย ระหว่างการรื้อถอน วารสารเมืองโบราณระบุว่าพบของมีค่าจำนวนมาก รวมถึงพระอุรังคธาตุ 8 องค์ ที่บรรจุในผอบรูปทรงคล้ายหัวใจหุ้มทอง ทางวัดจัดพิธีสมโภชพระอุรังคธาตุนาน 7 วัน 7 คืน เริ่มวันที่ 26 ธันวาคม 2518 ส่วนการขุดค้นทางโบราณคดีของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ได้เปิดหลุมขุดค้น 6 หลุม และพบจารึกบนแผ่นอิฐ บนฐานพระพุทธรูปบุเงินบุทอง และบนลานทองคำ รวมกันถึง 1,061 ชิ้น ไม่นับชิ้นที่ชำรุดมาก หลักฐานที่ได้ยังชี้ว่าเดิมสิ่งก่อสร้างนี้อาจเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นพุทธสถานในภายหลัง
หลังภัยพิบัติ มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อรักษาศิลปะเดิมขององค์พระธาตุ แบ่งเป็นกลุ่มวิศวกร กลุ่มสถาปนิก และกลุ่มโบราณคดี ผลการศึกษาชั้นดินพบชั้นกรวดแน่นที่ความลึกราว 20 เมตร ไม่มีการทรุดตัว สมมติฐานเรื่องฐานรากทรุดจึงตกไป เหลือคำอธิบายหลักคืออิฐเก่าที่เสื่อมสภาพต้องรับน้ำหนักยอดคอนกรีตมหาศาล ประกอบกับช่องระบายอากาศที่เปิดไว้ตอนต่อยอดกลายเป็นทางให้น้ำฝนซึมเข้าไปขังอยู่ภายในอยู่หลายสิบปี ประชาชนในยุคนั้นร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างใหม่ตามรูปทรงเดิม ความสูงรวมฉัตรราว 57 เมตร
วันเวลาที่งานแล้วเสร็จนั้นแหล่งข้อมูลให้ไว้ไม่ตรงกันเล็กน้อย ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่างานบูรณปฏิสังขรณ์เริ่มเดือนพฤษภาคม 2519 และเสร็จเดือนมีนาคม 2522 โดยมีพระราชพิธียกฉัตรยอดและพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบรรจุระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มีนาคม 2522 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินด้วย ขณะที่วารสารเมืองโบราณเขียนว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2523 ความต่างนี้อาจมาจากการนับงานส่วนประกอบรอบองค์พระธาตุที่ทำต่อหลังพิธีบรรจุ
ในสายตาของผู้ศึกษาวัตถุโบราณ เหตุการณ์ปี 2518 เป็นทั้งความสูญเสียและโอกาสครั้งใหญ่ เพราะฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าการศึกษาพระธาตุพนมอย่างจริงจังเพิ่งเกิดขึ้นหลังวันที่องค์พระธาตุล้ม จารึกที่พบมีเลขทะเบียนกำกับเป็นหลักฐานทางวิชาการ ผู้สะสมจึงควรระวังวัตถุที่อ้างว่าเป็น "ของที่หลุดจากองค์พระธาตุพนมล้ม" หากไม่มีหลักฐานที่มาที่ชัดเจน ส่วนคุณค่าที่แท้จริงของเรื่องนี้คือบทเรียนด้านการบูรณะ ว่าการเสริมของใหม่ลงบนโครงสร้างเก่าโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ อาจทำร้ายสิ่งที่ตั้งใจจะเชิดชูได้
ตลอดหลายศตวรรษ องค์พระธาตุได้รับการบูรณะเสริมต่อหลายครั้ง ที่สำคัญคือสมัยราชครูหลวงโพนสะเม็กที่ก่อเสริมยอดให้สูงขึ้นแบบศิลปะล้านช้าง และช่วงปี 2483 ถึง 2484 ที่รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้กรมศิลปากรเทคอนกรีตเสริมเหล็กต่อยอดขึ้นไปอีกราว 10 เมตร พร้อมทำฉัตรทองคำใหม่ ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่ายอดที่เสริมนี้หนักมาก แต่ไม่มีการเสริมฐานเดิมรับน้ำหนักเลย ข้อเท็จจริงนี้กลายเป็นกุญแจสำคัญเมื่อมีการวิเคราะห์สาเหตุของภัยพิบัติในอีกสามสิบกว่าปีต่อมา
ต้นปี 2518 องค์พระธาตุเริ่มแสดงอาการ ไทยรัฐและวารสารเมืองโบราณเล่าตรงกันว่าหลังแผ่นดินไหวเดือนมีนาคม 2518 เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ลามจากส่วนบนลงสู่ฐาน พอถึงฤดูฝนเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ฝนตกหนักเกือบทุกวันและลมพัดแรง รอยร้าวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลา 19.38 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2518 องค์พระธาตุพนมก็ล้มลงทั้งองค์ แตกเป็นสามท่อนและฟาดไปทางทิศตะวันออก ท่อนยอดคอนกรีตยาวราว 20 เมตรที่เสริมเมื่อปี 2483 ทับศาลาการเปรียญแหลกและวิหารหอพระแก้วพังเกือบทั้งหลัง ส่วนฉัตรทองคำเสียหายเพียงเล็กน้อย ข่าวนี้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ท่ามกลางซากอิฐ มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ทุกแหล่งกล่าวตรงกัน คืออุโมงค์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไม่ได้รับความเสียหาย ระหว่างการรื้อถอน วารสารเมืองโบราณระบุว่าพบของมีค่าจำนวนมาก รวมถึงพระอุรังคธาตุ 8 องค์ ที่บรรจุในผอบรูปทรงคล้ายหัวใจหุ้มทอง ทางวัดจัดพิธีสมโภชพระอุรังคธาตุนาน 7 วัน 7 คืน เริ่มวันที่ 26 ธันวาคม 2518 ส่วนการขุดค้นทางโบราณคดีของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ได้เปิดหลุมขุดค้น 6 หลุม และพบจารึกบนแผ่นอิฐ บนฐานพระพุทธรูปบุเงินบุทอง และบนลานทองคำ รวมกันถึง 1,061 ชิ้น ไม่นับชิ้นที่ชำรุดมาก หลักฐานที่ได้ยังชี้ว่าเดิมสิ่งก่อสร้างนี้อาจเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นพุทธสถานในภายหลัง
หลังภัยพิบัติ มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อรักษาศิลปะเดิมขององค์พระธาตุ แบ่งเป็นกลุ่มวิศวกร กลุ่มสถาปนิก และกลุ่มโบราณคดี ผลการศึกษาชั้นดินพบชั้นกรวดแน่นที่ความลึกราว 20 เมตร ไม่มีการทรุดตัว สมมติฐานเรื่องฐานรากทรุดจึงตกไป เหลือคำอธิบายหลักคืออิฐเก่าที่เสื่อมสภาพต้องรับน้ำหนักยอดคอนกรีตมหาศาล ประกอบกับช่องระบายอากาศที่เปิดไว้ตอนต่อยอดกลายเป็นทางให้น้ำฝนซึมเข้าไปขังอยู่ภายในอยู่หลายสิบปี ประชาชนในยุคนั้นร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างใหม่ตามรูปทรงเดิม ความสูงรวมฉัตรราว 57 เมตร
วันเวลาที่งานแล้วเสร็จนั้นแหล่งข้อมูลให้ไว้ไม่ตรงกันเล็กน้อย ฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่างานบูรณปฏิสังขรณ์เริ่มเดือนพฤษภาคม 2519 และเสร็จเดือนมีนาคม 2522 โดยมีพระราชพิธียกฉัตรยอดและพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบรรจุระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มีนาคม 2522 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินด้วย ขณะที่วารสารเมืองโบราณเขียนว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2523 ความต่างนี้อาจมาจากการนับงานส่วนประกอบรอบองค์พระธาตุที่ทำต่อหลังพิธีบรรจุ
ในสายตาของผู้ศึกษาวัตถุโบราณ เหตุการณ์ปี 2518 เป็นทั้งความสูญเสียและโอกาสครั้งใหญ่ เพราะฐานข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่าการศึกษาพระธาตุพนมอย่างจริงจังเพิ่งเกิดขึ้นหลังวันที่องค์พระธาตุล้ม จารึกที่พบมีเลขทะเบียนกำกับเป็นหลักฐานทางวิชาการ ผู้สะสมจึงควรระวังวัตถุที่อ้างว่าเป็น "ของที่หลุดจากองค์พระธาตุพนมล้ม" หากไม่มีหลักฐานที่มาที่ชัดเจน ส่วนคุณค่าที่แท้จริงของเรื่องนี้คือบทเรียนด้านการบูรณะ ว่าการเสริมของใหม่ลงบนโครงสร้างเก่าโดยไม่ศึกษาให้รอบคอบ อาจทำร้ายสิ่งที่ตั้งใจจะเชิดชูได้
#พระธาตุพนม
#พระอุรังคธาตุ
#นครพนม
#บูรณะโบราณสถาน
留言
目前尚无留言,成为第一位留言的人