已证实
来源传承
กรุวัดราชบูรณะแตก พ.ศ. 2500 — จากโจรขุดกรุสู่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา
浏览
4
参考来源
4
วัดราชบูรณะตั้งอยู่ใจกลางเกาะเมืองอยุธยา ไม่ไกลจากวัดมหาธาตุ ตามข้อมูลของกรมศิลปากร สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือเจ้าสามพระยาโปรดให้สร้างขึ้นราว พ.ศ. 1967 เพื่ออุทิศพระราชกุศลแด่พระราชบิดาและพระเชษฐาสองพระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา ซึ่งพงศาวดารเล่าว่าสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ในคราวชิงราชสมบัติ ภายในพระปรางค์ประธานมีกรุซ้อนกันสามชั้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป พระพิมพ์ และเครื่องทองจำนวนมากเป็นพุทธบูชา ของเหล่านี้อยู่ในความมืดใต้พระปรางค์มานานกว่าห้าร้อยปี จนกระทั่งปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2500
เอกสารประวัติพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ของกรมศิลปากรบันทึกว่า ปลายเดือนกันยายน 2500 มีคนร้ายลักลอบเจาะเข้าไปในองค์พระปรางค์เพื่อหาของมีค่า และถูกตำรวจจับได้ในเวลาไม่นาน ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้กำกับการตำรวจภูธรจึงรีบรายงานให้กรมศิลปากรเข้าขุดค้นของที่เหลือ เพื่อไม่ให้สมบัติของชาติสูญหายไปมากกว่านั้น กรมศิลปากรเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2500 รายละเอียดของคืนที่คนร้ายลงมือนั้นแต่ละแหล่งเล่าไม่เหมือนกัน บทความของผู้จัดการออนไลน์เล่าว่าคนร้ายเริ่มต้นเพียงไม่กี่คนแล้วขยายเป็นหลายสิบคน และระบุปีเหตุการณ์ต่างออกไปเป็นปลายปี 2499 ขณะที่วิกิพีเดียและเว็บไซต์ท่องเที่ยวของจังหวัดเล่าว่าฝนตกหนักจนคนร้ายขนของไปไม่หมด เรื่องนี้จึงควรยึดวันที่ตามเอกสารของกรมศิลปากรเป็นหลัก
สิ่งที่พบในกรุทำให้วงการโบราณคดีไทยตื่นตัวอย่างมาก ทั้งพระแสงขรรค์ชัยศรี เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลอง เครื่องราชูปโภคทองคำ เครื่องประดับ และพระพุทธรูปทองคำ บทความของสารคดีไลท์ซึ่งสัมภาษณ์ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์อธิบายว่ากรุชั้นบนสุดบรรจุพระพุทธรูปและพระพิมพ์จำนวนมาก ชั้นกลางเป็นที่เก็บเครื่องทองมากที่สุดและถูกลักลอบขุดไปมาก ส่วนชั้นล่างสุดคนร้ายเข้าไปไม่ถึง ภายในพบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในภาชนะซ้อนกันเจ็ดชั้น ตั้งแต่ครอบเหล็ก ครอบชิน ครอบสัมฤทธิ์ ครอบเงิน เจดีย์ทองคำ เจดีย์แก้วผลึก และผอบทองคำชั้นในสุด ยอดเครื่องทองที่มักอ้างกันคือราว 100 กิโลกรัม โดยผู้จัดการออนไลน์ระบุว่าตำรวจตามคืนได้ราวหนึ่งในห้าเท่านั้น เพราะของบางส่วนถูกหลอมไปก่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมาณจากหลายฝ่ายและไม่ตรงกันทั้งหมด
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้เป็นที่เก็บรักษาชั่วคราว และมีพระราชปรารภกับอธิบดีกรมศิลปากรว่าของที่พบในกรุนี้ควรมีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้ประชาชนชมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ไม่ควรนำไปเก็บไว้ที่อื่น ปัญหาในเวลานั้นคือกรมศิลปากรไม่มีงบประมาณสร้างอาคารใหม่
ทางออกมาจากกรุเดียวกัน วันที่ 10 ธันวาคม 2501 ขณะเจาะองค์พระปรางค์เพื่อทำอุโมงค์ให้ประชาชนลงไปชมจิตรกรรมฝาผนังในกรุ เจ้าหน้าที่พบกรุบรรจุพระพิมพ์เพิ่มขึ้น และพบต่อมาอีกหกกรุ ทุกกรุมีพระพุทธรูปและพระพิมพ์ดีบุกรวมกันนับแสนองค์ ส่วนใหญ่เป็นพิมพ์ซ้ำแบบกัน กระทรวงศึกษาธิการจึงอนุมัติให้กรมศิลปากรเปิดรับเงินบริจาค โดยมอบพระพิมพ์จากกรุวัดราชบูรณะเป็นของสมนาคุณแก่ผู้บริจาค ได้เงินรวม 3,461,928 บาท 22 สตางค์ นำไปสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และสิ่งประกอบทั้งหมด แล้วตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อระลึกถึงผู้สร้างวัด พิพิธภัณฑ์เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2504 และนับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับภูมิภาคแห่งแรกของไทย
ในมุมของนักสะสม นี่คือจุดที่ทำให้ "พระกรุวัดราชบูรณะ" ต่างจากพระกรุอื่นจำนวนมาก เพราะที่มาของพระชุดนี้มีเอกสารราชการรองรับชัดเจน ทั้งปีที่ขุดพบ หน่วยงานที่ขุด และวิธีที่พระออกจากกรุไปสู่มือประชาชน คือผ่านการบริจาคเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่การลักลอบ อย่างไรก็ดี เอกสารเดียวกันก็ชี้ว่าพระพิมพ์ที่ออกจากกรุมีจำนวนนับแสนองค์และเป็นพิมพ์ซ้ำกันมาก การดูพระจึงยังต้องอาศัยเนื้อ พิมพ์ และคราบกรุประกอบกัน ไม่ใช่เพียงคำว่า "กรุราชบูรณะ" บนป้ายราคา นอกจากนี้สารคดีไลท์ยังรายงานว่าหลังการจับกุมปี 2500 ของกลางถูกกระจายฝากไว้หลายที่ ทั้งโรงพัก จวนผู้ว่าฯ และศาลากลาง จนบัญชีคลาดเคลื่อน ทีมภัณฑารักษ์ต้องใช้เวลาหลายปีไล่ทะเบียนเพื่อรวมของกลับมาจัดแสดง
เรื่องของกรุนี้ยังมีอีกด้านที่เล่าขานกันไม่จบ คือตำนาน "อาถรรพ์กรุราชบูรณะ" บทความของผู้จัดการออนไลน์รวบรวมเรื่องเล่าว่าผู้ร่วมขุดกรุหลายคนไม่มีใครร่ำรวยจากของที่ได้ไป บางคนติดคุกซ้ำ บางคนเจ็บป่วย บางคนเสียสติ เรื่องเหล่านี้เป็นคำบอกเล่าที่ไม่มีหลักฐานเชิงระบบรองรับ จึงควรฟังในฐานะเรื่องเล่าพื้นบ้านมากกว่าข้อเท็จจริง ส่วนที่พิสูจน์ได้แน่นอนคือผลของเหตุการณ์ครั้งนั้น ปลายปี 2565 กรมศิลปากรเปิดอาคารเครื่องทองอยุธยาหลังใหม่ในพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ราว 3,000 ตารางเมตร จัดแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุกว่า 2,000 รายการ ใครที่อยากเห็นของจริงจากกรุนี้ สามารถไปดูได้ด้วยตาตัวเอง
เอกสารประวัติพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ของกรมศิลปากรบันทึกว่า ปลายเดือนกันยายน 2500 มีคนร้ายลักลอบเจาะเข้าไปในองค์พระปรางค์เพื่อหาของมีค่า และถูกตำรวจจับได้ในเวลาไม่นาน ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้กำกับการตำรวจภูธรจึงรีบรายงานให้กรมศิลปากรเข้าขุดค้นของที่เหลือ เพื่อไม่ให้สมบัติของชาติสูญหายไปมากกว่านั้น กรมศิลปากรเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2500 รายละเอียดของคืนที่คนร้ายลงมือนั้นแต่ละแหล่งเล่าไม่เหมือนกัน บทความของผู้จัดการออนไลน์เล่าว่าคนร้ายเริ่มต้นเพียงไม่กี่คนแล้วขยายเป็นหลายสิบคน และระบุปีเหตุการณ์ต่างออกไปเป็นปลายปี 2499 ขณะที่วิกิพีเดียและเว็บไซต์ท่องเที่ยวของจังหวัดเล่าว่าฝนตกหนักจนคนร้ายขนของไปไม่หมด เรื่องนี้จึงควรยึดวันที่ตามเอกสารของกรมศิลปากรเป็นหลัก
สิ่งที่พบในกรุทำให้วงการโบราณคดีไทยตื่นตัวอย่างมาก ทั้งพระแสงขรรค์ชัยศรี เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลอง เครื่องราชูปโภคทองคำ เครื่องประดับ และพระพุทธรูปทองคำ บทความของสารคดีไลท์ซึ่งสัมภาษณ์ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์อธิบายว่ากรุชั้นบนสุดบรรจุพระพุทธรูปและพระพิมพ์จำนวนมาก ชั้นกลางเป็นที่เก็บเครื่องทองมากที่สุดและถูกลักลอบขุดไปมาก ส่วนชั้นล่างสุดคนร้ายเข้าไปไม่ถึง ภายในพบพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในภาชนะซ้อนกันเจ็ดชั้น ตั้งแต่ครอบเหล็ก ครอบชิน ครอบสัมฤทธิ์ ครอบเงิน เจดีย์ทองคำ เจดีย์แก้วผลึก และผอบทองคำชั้นในสุด ยอดเครื่องทองที่มักอ้างกันคือราว 100 กิโลกรัม โดยผู้จัดการออนไลน์ระบุว่าตำรวจตามคืนได้ราวหนึ่งในห้าเท่านั้น เพราะของบางส่วนถูกหลอมไปก่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประมาณจากหลายฝ่ายและไม่ตรงกันทั้งหมด
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งใช้เป็นที่เก็บรักษาชั่วคราว และมีพระราชปรารภกับอธิบดีกรมศิลปากรว่าของที่พบในกรุนี้ควรมีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้ประชาชนชมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเอง ไม่ควรนำไปเก็บไว้ที่อื่น ปัญหาในเวลานั้นคือกรมศิลปากรไม่มีงบประมาณสร้างอาคารใหม่
ทางออกมาจากกรุเดียวกัน วันที่ 10 ธันวาคม 2501 ขณะเจาะองค์พระปรางค์เพื่อทำอุโมงค์ให้ประชาชนลงไปชมจิตรกรรมฝาผนังในกรุ เจ้าหน้าที่พบกรุบรรจุพระพิมพ์เพิ่มขึ้น และพบต่อมาอีกหกกรุ ทุกกรุมีพระพุทธรูปและพระพิมพ์ดีบุกรวมกันนับแสนองค์ ส่วนใหญ่เป็นพิมพ์ซ้ำแบบกัน กระทรวงศึกษาธิการจึงอนุมัติให้กรมศิลปากรเปิดรับเงินบริจาค โดยมอบพระพิมพ์จากกรุวัดราชบูรณะเป็นของสมนาคุณแก่ผู้บริจาค ได้เงินรวม 3,461,928 บาท 22 สตางค์ นำไปสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และสิ่งประกอบทั้งหมด แล้วตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เพื่อระลึกถึงผู้สร้างวัด พิพิธภัณฑ์เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2504 และนับเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับภูมิภาคแห่งแรกของไทย
ในมุมของนักสะสม นี่คือจุดที่ทำให้ "พระกรุวัดราชบูรณะ" ต่างจากพระกรุอื่นจำนวนมาก เพราะที่มาของพระชุดนี้มีเอกสารราชการรองรับชัดเจน ทั้งปีที่ขุดพบ หน่วยงานที่ขุด และวิธีที่พระออกจากกรุไปสู่มือประชาชน คือผ่านการบริจาคเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่การลักลอบ อย่างไรก็ดี เอกสารเดียวกันก็ชี้ว่าพระพิมพ์ที่ออกจากกรุมีจำนวนนับแสนองค์และเป็นพิมพ์ซ้ำกันมาก การดูพระจึงยังต้องอาศัยเนื้อ พิมพ์ และคราบกรุประกอบกัน ไม่ใช่เพียงคำว่า "กรุราชบูรณะ" บนป้ายราคา นอกจากนี้สารคดีไลท์ยังรายงานว่าหลังการจับกุมปี 2500 ของกลางถูกกระจายฝากไว้หลายที่ ทั้งโรงพัก จวนผู้ว่าฯ และศาลากลาง จนบัญชีคลาดเคลื่อน ทีมภัณฑารักษ์ต้องใช้เวลาหลายปีไล่ทะเบียนเพื่อรวมของกลับมาจัดแสดง
เรื่องของกรุนี้ยังมีอีกด้านที่เล่าขานกันไม่จบ คือตำนาน "อาถรรพ์กรุราชบูรณะ" บทความของผู้จัดการออนไลน์รวบรวมเรื่องเล่าว่าผู้ร่วมขุดกรุหลายคนไม่มีใครร่ำรวยจากของที่ได้ไป บางคนติดคุกซ้ำ บางคนเจ็บป่วย บางคนเสียสติ เรื่องเหล่านี้เป็นคำบอกเล่าที่ไม่มีหลักฐานเชิงระบบรองรับ จึงควรฟังในฐานะเรื่องเล่าพื้นบ้านมากกว่าข้อเท็จจริง ส่วนที่พิสูจน์ได้แน่นอนคือผลของเหตุการณ์ครั้งนั้น ปลายปี 2565 กรมศิลปากรเปิดอาคารเครื่องทองอยุธยาหลังใหม่ในพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ราว 3,000 ตารางเมตร จัดแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุกว่า 2,000 รายการ ใครที่อยากเห็นของจริงจากกรุนี้ สามารถไปดูได้ด้วยตาตัวเอง
#กรุวัดราชบูรณะ
#เครื่องทองอยุธยา
#พระกรุ
#กรมศิลปากร
留言
目前尚无留言,成为第一位留言的人